May 04

รักวันหยุดจริงๆ 555

กว่าจะเปิดเรียนอีกทีก็วันพฤหัส .. แต่แอบคิดว่าทำไมตอนหยุดเรียนล่ะเวลาผ่านไปเร็วปื๊ดๆ
ตอนนั่งเรียนในห้องแค่สามชั่วโมงกว่านี่นานได้อีก 55

ช่วงนี้ก็ทยอยแพคของที่ไม่ได้ใช้ลงถุง เก็บๆให้มันมาอยู่รวมกัน
เดี๋ยวต้องเริ่มแพลนว่าจะเอาของกลับไทยยังไง
อีกเดือนกว่าๆก็ต้องกลับแล้ว >o<
ต้องเที่ยวให้เต็มที่ก่อนกลับ โฮะๆๆๆ

เมื่อกี้เพิ่งกินข้าวเย็นเสร็จ อันที่จริงแล้วควรเรียกว่าทรมานตัวเองซะมากกว่า
กินข้าวสวยร้อนๆกับ “ทูน่าผัดพริกใบกระเพรา” กระป๋อง ยี่ห้อซีเล็ค
มันเผ็ดเกินไป หรือว่าโอไม่ได้กินเผ็ดนาน
น้ำหูน้ำตาไหลพรากๆ โอยยยย.. พริกสดเม็ดเบ้งๆ
กว่าจะกินเสร็จเกือบตาย -___-””’
เอาเหอะ ดีกว่าไม่มีอะไรกิน มันก็อร่อยดีอ่ะนะ -_-”
ไม่รู้กลับไปจะกินข้าวเหนียวส้มตำรอดมั้ย 555 ต่อมรับความเผ็ดอ่อนแอลงหลายเปอร์เซ็น

วันนี้ในที่สุดก็ได้สิ่งที่รอคอยมานาน
เพื่อนคนอื่นได้กันจะเป็นเดือนละ จนโอนึกว่าชวดแน่ๆ แต่วันนี้มันก็มา
ดีนะ มาก่อนกลับไทย

มันคือ ซองเรียกให้ไปรับตังค์ที่รัฐบาลแจกให้ประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
(คุ้นๆว่ะ เหมือนประเทศอะไรเลยเนี่ย)
ที่นี่แจกทุกคน! ไม่จำเป็นต้องเป็นชาวญี่ปุ่นเท่านั้น มีชื่ออาศัยอยู่ในญี่ปุ่นก็ไปรับได้ทันที
12000 เยนนนนนนนน  ฮิ้วววว  (ประมาณ สี่พันกว่าบาทได้)
แต่จะว่าไปแล้วเงินที่ชั้นเสียให้ประเทศนี้รวมๆแล้ว มันมากกว่านี้กี่เท่าเนี่ย 5555
แต่ก็ดีละ จะได้มีเงินมาซื้อของกิน ช่วงนี้อดอยาก (ทำไมมันคิดแต่เรื่องกิน?)

เมื่อคืนนั่งจัดของถึงเช้า เกิดความหงุดหงิดตัวเองขึ้นมาว่าจะเก็บโบรชัวร์มาทำไมเยอะแยะนักหนา
เอามาก็ไม่ได้อ่าน  เป็นโรคชอบหยิบแล้วเอามากองๆไว้
ดูดิ พอจะต้องเคลียร์ของ ทิ้งเป็นถุงใหญ่ๆเลย
ที่อึ้งก็คือคุณอัซมีแผนที่โตเกียวเกิน 10 ชุดอ่ะ -*- ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเยอะขนาดนี้
เอามาทำไมวะเนี่ย 555555

อยู่บ้านมาหลายวัน พรุ่งนี้ว่าจะออกไปข้างนอกละ
ต้องตื่นๆๆๆ .. ไป Ikebukuro~
พรุ่งนี้ Akira Fujii (นักมายากลชาวญี่ปุ่น) มาเล่นโชว์
ว่าแล้วก็เอาคลิปของฮีมาให้ดูกันซักคลิป เจ๋งดี …

แถมคลิปคนไทย คุณ Pekko เล่นถ้วยสามใบ
ตัดต่อเทพ 555555 ชอบมากๆ

ไปจัดห้องต่อละค่ะ อัซซี่ขอลา…


Azzy,,
4 พ.ค. 52
22.37น.

ปล. ลงแดงทุเรียนทอด T____T

update:: เพิ่งยัดตุ๊กตาลงลังไปได้ 1 ลังใหญ่ๆ สี่กิโลกว่าๆ ยังเหลืออีกล้านกว่าตัว โฮกกกก..

May 03

มาอัพกันต่อ ยังคงหนีไม่พ้นเรื่องของกินนะคะ

วันนี้เราจะพาไปกินบุฟเฟ่ต์ ที่โรงแรม Sunshine City Prince Hotel (สถานี Ikebukuro) กัน
แต่นี่ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ธรรมดาๆ
เพราะจานเด็ดที่ทุกคนจะต้องไปกินนั่นก็คือ ไปรยาปูฮอคไกโด !!

เห็นกระทู้ review ร้านอาหารนี้จากห้อง atjapan (pantip.com) มาก็นานแล้ว
เพิ่งจะได้ไปกิน  (ทั้งโอ ทั้งหม่าม้า ปลื้มมากๆ )

ลงทุนนั่งรถจาก Kawasaki ไปถึง Ikebukuro หมดไปเกือบชั่วโมง
ไปถึงหน้าร้านอาหาร Bayern Restaurant มันขึ้นป้ายว่า ถ้าไม่ได้จองไว้ กรุณารอ 90 นาที ผ่างงงงง
แต่เราจองแล้ว 5555555 ไม่งั้นอดกินแน่นอน
จะลูกค้าเยอะไปไหนเนี่ย…

บุฟเฟ่ต์ที่นี่ ให้เวลา 90 นาที
จ่ายกันคนละ 2200 เยน ปูไม่อั้น!
และก็ไม่ได้มีแต่ปูค่ะ อาหารอื่นๆอีกเยอะมากกกกก อร่อยเกือบทุกอย่าง
เสียดายไม่ได้ถ่ายให้ดูว่ามีอะไรบ้าง เพราะมัวแต่กิน!
แล้วพอเริ่มแกะปู มือก็เลอะแล้วไง เลยไม่อยากถ่ายรูป ฮ่าาาาา

เชิญชม

ก้ามแบบจะใหญ่ไปไหนเนี่ย ไม่อยากจินตนาการหน้าตามันทั้งตัว 5555
เนื้อก็หวานอร่อยสุดยอด แกะก็ง่าย เค้าให้กรรไกรมาด้วย ตัดๆแงะๆ ชึบ!! เนื้อแน่นนนนนน

พระมารดา

อ้าวเฮ้ย ยังไม่ได้แกะ!!

สังเกตซากที่อยู่บนโต๊ะ - -”

เฮ้ย ปูหนีบ..

หนีบจริงๆด้วย!!!!

ตายซะเถอะแก

ขอบคุณพี่ต่ายที่ช่วยถ่ายรูปให้นะฮ๊า


Azzy,,
3 พ.ค. 52
18.40 น.

ปล. เตรียมพบกับรูปทริปโอซาก้า ที่นี่ เร็วๆนี้!!!

May 03

เป็นเวรเป็นกรรมอะไรเนี่ยที่ฉันต้องมานั่งพิมพ์ใหม่หมด

-___-”

อยู่ๆหมาไฟก็แฮงค์ ดับอนาถ ยังไม่ทันได้ publish
ชีวิตมันเศร้า..
พิมพ์ใหม่ก็ได้วะคะ
(เรื่องปกติของทุกคนที่เขียนไดอารีออนไลน์ จะต้องเจอปัญหานี้)

ไม่ได้อัพมานานเกือบเดือน.. ไม่มีข้อแก้ตัว เพราะขี้เกียจ ยอมรับ
วันนี้มาอัพเยอะๆชดเชยแล้ว 55
หม่าม้ามาอยู่ด้วยเกือบเดือน เป็น 1 เดือนที่ใช้ชีวิตปราศจากมาม่า รู้สึกดีจัง
แกงเขียวหวาน แกงแพนง .. โฮกฮาก.. อยากกินอีก

เพิ่งไปส่งท่านแม่กลับกรุง (ค่ะ ที่โออยู่นี่มันบ้านนอก) ไปเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา
พร้อมแบกข้าวของโอกลับไปอีกประมาณ 25 โลได้ 55
แต่พอไปถึงที่เช็คอินก็ได้รู้ว่า เค้าให้ 50 กิโล .. ขอบคุณค่ะ T T

ยังเหลือของที่ไม่รู้ว่าจะเอากลับไทยยังไงอีกเป็นล้าน ช่วยด้วยเหอะ
อยู่มาปีเดียว มันงอกมาจากไหนเยอะแยะเนี่ย…

ตอนนี้เข้า Golden Week (วันหยุดยาววววประจำปี) ของที่นี่
ได้หยุดเกือบวีคนึง รู้สึกดี .. แต่ดันไม่มีคนอยู่ด้วย แล้วตรูจะเที่ยวกับใครรร
ห้างข้างนอกก็ sale กันกระหน่ำ 50% 70% งี้
อินี่นอนอยู่บ้าน เหงาาาา 5555
ดี ได้พักผ่อน..

ตอนหม่าม้ามาญี่ปุ่น ก็ตระเวนเที่ยวตระเวนกินกันหลายที่มากมาย
ไม่ขออัพตามลำดับเวลานะ อัพตามใจ อยากแปะอะไรก่อนก็แปะ
แปะนี่ก่อนละกัน ไปกิน Sweet Paradise กับหม่าม้า กับพี่ต่าย (เพื่อนม๊าที่เรียนญี่ปุ่นด้วยกัน) มา

Sweet Paradise เป็นบุฟเฟ่ต์เค้ก !! มีหลายสาขา แต่มันเพิ่งมาเปิดสาขาใหม่เมื่อต้นปีแถวบ้านโอ ก็เลยต้องไปโดนซะหน่อย
70 นาที 1480 เยน ต้องรีบทำเวลา เดี๋ยวกินไม่คุ้ม!
ไม่ได้ถ่ายหน้าร้านมานะ เพราะหิวมาก ไปถึงก็พุ่งเข้าร้านเลย ฮา..

ถึงจะบอกว่าเป็นบุฟเฟ่ต์เค้กแต่ก็ไม่ได้มีแต่เค้กนะคะ มีอาหารอื่นๆให้กินด้วย
พาสต้าหลากหลายแบบ อุด้ง ข้าวแกงกะหรี่ ซุป ข้าวผัดกระเทียม และอื่นๆ หมุนเวียนกันมาให้ลองชิมอย่างละคำสองคำ
แต่ก็กินกันไม่เยอะหรอก เพราะเมนูหลักเราวันนี้อยู่ที่เค้ก !!

เชิญชมรูปกันตามอัธยาศัยฮ่ะ..

จริงๆลงไปในเฟซบุ๊คหลายวันล่ะ แต่เผื่อบางคนยังไม่เห็น

ระวัง.. โหลดโหด !!

อู้ววววว

ขากลับมีการแวะร้านคีบตุ๊กตา คีบโชว์ให้หม่าม้าดู (คาดว่าคุณแม่ตื่นเต้นและสนุกสนานมาก สังเกตจากสีหน้าท่าทาง)
แต่โดนบ่นว่า ยังไม่ทันได้ลุ้น คีบทีเดียวได้ละ ม๊าเซ็งงงงง
5555555


Azzy,,
3 พ.ค. 52
18.16 น.

ปล. งงล่ะสิทำไมหัวทอง .. ถูกต้อง ทำสีผมใหม่แล้ว คราวนี้ทำร้านที่นี่เลย เป็นประสบการณ์.. อย่าถามถึงราคา มันโหดร้ายต่อโอมาก!
ปล.2 หัวสีนี้ตลกมั้ยอ่ะ.. ?
ปล.3 เดี๋ยวอัพอีก entry นึงดีกว่า (แล้วจะแยกอัพหลายๆรอบทำไมวะ)

Mar 27

ความจริง … ประการเกี่ยวกับญี่ปุ่น
เอาไป 40 ข้อแรกก่อน เดี๋ยวนึกออกอีกจะมาเขียนเพิ่ม

1. การขึ้นรถไฟในช่วง rush hour (และรถไฟเที่ยวเกือบๆสุดท้าย) เป็นอะไรที่โหดร้ายต่อสุขภาพมาก คุณอาจขาดอากาศหายใจหรือโดนทับตายในรถไฟได้
2. กิจกรรมบนรถไฟมีอยู่แค่สามอย่าง 1) กดมือถือ ส่งเมล์ 2) อ่านนิยาย/หนังสือพิมพ์ 3) เล่น psp/nds
3. รถราคาถูกมากกก แปรผกผันกับค่าเช่าที่จอดรถ (ประมาณชั่วโมงละสองร้อยบาท)
4. เพราะฉะนั้นก็เลยไม่จำเป็นต้องมีรถ จะไปไหนก็ขึ้นรถไฟไปเถอะ สถานีมันมีเยอะเวอร์ ไปได้ทุกที่ที่ต้องการ
5. ผู้ใหญ่เล่นเกม ไม่แปลก
6. ไปรษณีย์ทำงานระดับเทพ (ไปรษณีย์ไทยน่าจะมาศึกษาดูงาน) ถ้ามาส่งของให้เรา แล้วเราไม่อยู่บ้าน มันจะมาส่งอีกประมาณ 3-4 รอบจนกว่าเราจะได้ของ
7. การคุยโทรศัพท์บนรถไฟจะถูกผู้คนมองแบบเหยียดหยามราวกับคุณไปวิ่งราวกระเป๋าใครมา
8. การกินบนรถไฟก็เช่นกัน (ไม่เห็นมีป้ายห้ามนี่หว่า…)
9. ของหายมักได้คืน
10. หน้าร้อนร้อนตับแตก หน้าหนาวหิมะตก T^T
11. ตู้ขายของอัตโนมัติ มีขายตั้งแต่น้ำกระป๋องธรรมดาๆ ไปจนถึงขายหนังโป๊และกางเกงในมือสอง -*-
12. ชั้นใต้ดินของร้านการ์ตูนทุกร้าน จะเป็นโซน 18 up
13. อย่าพยายามพูดภาษาอังกฤษที่นี่ เพราะคน 98% จะตอบกลับเป็นญี่ปุ่น (แล้วตรูจะถามเป็นอังกฤษเพื่อ? ถ้าตรูพูดได้? - ประสบการณ์ตอนมาใหม่ๆ)
14. กลับกัน ถ้าไปถามทางตำรวจเป็นภาษาญี่ปุ่น มันจะตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเห็นเราเป็นชาวต่างชาติ  แต่ขอโทษเถอะ เมิงพูดญี่ปุ่นดีกว่าค่ะ ฟังสำเนียงอังกฤษเมิงไม่รู้เรื่องงงงง
15. ส่งการ์ดปีใหม่ตั้งแต่ พ.ย. หรือต้น ธ.ค. ได้  ยังไงๆไปรษณีย์มันก็จะเก็บไว้ให้ แล้วเอาไปส่งให้วันปีใหม่เด๊ะๆ
16. จะทิ้งเฟอนิเจอร์ หรือของชิ้นใหญ่ๆ ต้องเสียเงินค่าทิ้ง (-__-”)  เอ้า ซาเล้งเมืองไทยมาเก็บไปที
17. ต้องแยกขยะด้วย . . ขยะเผาได้ ขยะเผาไม่ได้ ขยะรีไซเคิล(ขวดน้ำ กล่องนม)
18. ขวดน้ำ ต้องเทน้ำทิ้งให้หมด ล้างขวดให้สะอาด แกะฉลากและฝาแยกเป็นขยะเผาได้ แล้วค่อยทิ้ง
19. กล่องนม ต้องล้างกล่องให้สะอาด แล้วตัดกล่องออกมาให้เป็นกระดาษแบนๆ แล้วค่อยทิ้ง
20. จากข้อ 18-19 ทำให้สำนึกได้ว่า ตรูไปกินที่ร้านอาหารจะดีกว่า ..
21. จะซื้อคอนแทคเลนส์ธรรมดาๆ ต้องมีใบรับรองจากจักษุแพทย์
22. ญี่ปุ่นมีวันหยุดแปลกๆเยอะมาก เช่น วันทะเล วันกีฬา วันบรรลุนิติภาวะ วันขอบคุณคนทำงาน (ดีเนอะ)
23. วันสำคัญที่ไม่หยุดก็มี เช่น วันข้าวแกงกะหรี่ วันบันไดเลื่อน (ระลึกถึงวันที่มีบันไดเลื่อนครั้งแรกในญี่ปุ่น กรรม..)  วันคนอ้วน  (-_-”)
24. เดินชนคน หรือเหยียบเท้าคน ไม่ต้องขอโทษก็ได้ เพราะพอจะหันไปขอโทษมันก็เดินไปนู่นละ
25. และถ้าโดนชน โดนกระแทก เหยียบเท้า ก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้ยินคำขอโทษ -*-
26. บันไดเลื่อนต้องยืนชิดซ้าย เว้นเลนขวาไว้ให้คนรีบๆ
27. คนญี่ปุ่นชอบวิ่งขึ้นบันไดธรรมดามากกว่าบันไดเลื่อน ชีวิตช่างเร่งรีบ…
28. อยากใช้ทิชชู่ ไม่ต้องไปหาซื้อ ให้ไปเดินในเมือง แป๊ปๆก็จะมีคนมาแจกทิชชู่เป็นซองๆ ตลอดทาง (พร้อมใบปลิวโฆษณา)
29. ห้องอาบน้ำสาธารณะ หาได้ทั่วไป มีทั้งแบบธรรมดาและแบบบ่อน้ำร้อน
30. ที่นี่มี capsule hotel ด้วยนะ .. เวลาจะเข้าไปนอนก็เข้าไปในห้องที่แบบ.. เหมือนเข้าเครื่องสแกนสมองหรือห้องเก็บศพอ่ะ -”- น่ากลัวได้อีก อยากเห็นเชิญลิงค์นี้
31. เพื่อนผู้หญิงเดินจับมือกันถือว่าน่าเกลียด ผู้หญิงกับผู้ชายเดินจับมือกันเป็นเรื่องปกติ
32. พบเจอคู่รักจูบกันในลิฟท์ได้ทั่วไป -_-”
33. กรุณากินน้ำอัดลมช้าๆ หรือเปิดกระป๋องแล้วรอซัก 5 นาที ไม่งั้นจะซ่าถึงขั้วหัวใจ T^T  (ซ่ากว่าที่ไทยหลายเท่าตัว)
34. ผับเปิด 24 ชั่วโมง แต่รถไฟเที่ยวสุดท้ายหมดเที่ยงคืน ถ้าจะไปเที่ยวต้องถ่างตาอยู่ถึงเช้าเพื่อกลับรถไฟเที่ยวแรกตอนตีห้า (โอเลยไม่เคยไปผับ)
35. Host Club ดังมากในหมู่หญิงสาวทั้งวัยรุ่นและวัยป้า 555  เข้าไปปุ๊ปก็ไปเลือก host ที่ตัวเองชอบ แล้วก็ไปนั่งคุยนั่งดริ๊งค์ (ต้องจ่ายค่าเหล้าให้host อีกต่างหาก) แล้วถ้ามีลูกค้าเข้ามาในร้านแล้วอยากได้ host ที่นั่งกับเราอยู่ ลูกค้าคนใหม่สามารถจ่ายเงินฟาดหัว เพื่อแย่ง host คนนั้นไปนั่งด้วยได้  (โหย รายได้ดีว่ะค่ะ)  ตัวอย่าง profile host
36. จะเห็นได้ว่า Host มีจุดเด่นที่เห็นได้ชัดมากกก คือทรงผม คาดว่าจะใช้เวลาเซ็ตคนละสามชั่วโมง
37. ร้านปาจิงโกะ เจ้าของเป็นคนเกาหลี ไม่ใช่ญี่ปุ่น
38. พนักงานขายที่นี่ ไม่ว่าร้านไหนๆ จะบริการประหนึ่งคุณเป็นราชา (พนักงานขายไทยควรเอาเยี่ยงอย่าง)
39. แมลงสาบน่ากลัวกว่าที่ไทย
40. ถ้าอยากได้อะไรให้ซื้อใน internet จะถูกกว่าซื้อข้างนอกมากกก บางร้านก็ส่งฟรีให้ถึงบ้าน

Written by Azzy
คงไม่โดนก๊อปไปเป็น fwd mail มั้ง มันไกลตัว 55555

Mar 27

Lonely Valentine Spring

เข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วค่ะที่ญี่ปุ่น อุณหภูมิก็ขยับขึ้นมาแล้ว อยู่ที่ประมาณ 13-16 องศา

รู้สึกดีกว่าหน้าหนาวตั้งเยอะ !!

ตอนนี้ก็ปิดเทอมแล้วด้วย ได้พักยาวๆ สองอาทิตย์ : )  พักแค่เรียนนะ ไม่ได้พักทำงาน ยังคงต้องไปทำงานพิเศษวีคละ 3-4 ครั้งเหมือนเดิม
แต่ตอนนี้ก็ชินแล้ว เริ่มคล่องแล้วล่ะ .. (เล่ารึยังว่า เมนูใหม่ที่เพิ่งปรับปรุงของร้าน มีรายการน้ำอย่างเดียว 6 หน้า!!)
ท่องสูตรค็อคเทล จำชื่อเหล้าญี่ปุ่นกันหัวแบะ >__<
แล้วลูกค้าก็มาจากไหนไม่รู้เยอะแยะ ขนาดวันธรรมดาคนยังล้น สงสัยเพราะเพิ่งเข้า spring ด้วย ร้านค้าต่างๆก็ spring sale กันกระหน่ำ
คนก็เลยเยอะตาม ..  เอาเป็นว่าเราจะไม่บ่นว่า “โอ๊ยย วันนี้ลูกค้าเยอะที่สุดเท่าที่ทำงานมา” อีกแล้ว
เพราะคงได้บ่นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆในอนาคต มันเพิ่มขึ้นทุกวันๆ เงินช้านก็ได้เท่าเดิม T^T

เอาเถอะ กลับไปไทยคงไม่ได้ทำอะไรแบบนี้ละ มีที่ไหน ทำงานแค่วีคละ 12 ชั่วโมง แต่ได้เงินเดือนละสองหมื่น คิคิ..
แล้วก็ยังมีงานสอนภาษาไทยอีก วีคละชั่วโมงครึ่ง
นากามูระซัง (นักเรียนที่เรียนด้วย) เริ่มพูดได้ละ สั่งส้มตำไก่ย่างเป็นแล้ว ฮ่า… ได้เอนจอยอาหารไทยแน่ๆ

แต่จะว่าไปแล้ว ช่วงนี้เหมือนเป็นช่วงดวงซวยยังไงไม่รู้ ล่าสุดก็ล้มในห้องครัวหลังร้าน เอาหลังลงพื้น
ระบมมมมมมมมมมได้อีก .. พี่ๆพ่อครัววิ่งมาดูกันเกือบทั้งร้าน คือกระแทกแรงมาก ทุกคนตกใจ 5555
แต่หลังแข็งๆอย่างเรา กลับบ้านมาก็เอาน้ำแข็งประคบ ทาเคาเตอร์เพน นอนพักสองวัน หายละ
ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ (ใครเป็นห่วง?? 55) แล้วก็อุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ เครื่องล้างจานหนีบนิ้ว เลือดออก T^T
(หม่าม้าบอก ระวังเหอะ เดี๋ยวมันจะเอาไปทั้งนิ้ว  แหม มันไม่ได้คมค่ะ หนีบเบาๆ 555) ที่เปิดกระป๋องบาดไรงี้
ทำไมได้แผลประจำฟะ .. ปกติไม่ค่อยเป็นนะ อย่างช่วงอยู่มหาลัย ได้แผลครั้งเดียวคือจักรยานล้มตอนปีหนึ่ง
หรือว่าช่วงนี้มีคนแช่ง ?? ใคร บอกมานะ .. ;P


ปิดเทอมแล้ว แต่ไม่มีความสุขเท่าไหร่เล้ย .. เหงา T T เหงาว้อยยยยย โฮมซิคคคค..

คนที่แพลนกันไว้ว่าจะให้พาเที่ยวตอนปิดเทอมก็ยังมาไม่ได้ เพราะสถานทูตญี่ปุ่นมันงี่เง่า!
ไปขอวีซ่าครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 12  เอกสารก็ครบ ยังยื้ออยู่นั่นแหละ ไม่ออกให้ซะที.. เฮ้อ
แต่ใช้อำนาจมืดไปละ คงได้เร็วๆนี้ ;P  รอกันต่อไป
สงสัยจะได้เจอกันพร้อมหม่าม้ามาพอดี 55555

พออยู่บ้านเยอะๆ กลายเป็นว่าเสียเงินมากกว่าเดิม เพราะช็อปปิ้งผ่านอินเตอร์เน็ต -_-”
ระบบซื้อขายทางเน็ตที่นี่เค้าเทพจริงๆนะ คือซื้อผ่านเน็ตถูกกว่าออกไปซื้อข้างนอกเยอะ ค่ารถก็ไม่ต้องเสีย
ส่งฟรีถึงหน้าบ้าน ภายในสองวัน (บางเว็บก็สั่งกลางคืนได้เช้า) เจ๋งสุดๆ..
ตอนนี้ซื้อแต่ไพ่ และของมายากล (กลับมาฝึกเล่นอย่างจริงจังอีกครั้งหลังจากเลิกไปนานนนนนนนนเกือบสิบปี)
แล้วสะสมไพ่อยู่ด้วยไง ไพ่แบบลายแปลกๆ ของที่นี่ ถูกมาก  ถ้ากลับไปซื้อที่ไทยราคาจะเป็น 3 เท่าทันที -*-
เลยซื้อมาซะเยอะะะะะะะมากกกก ..  แล้วเพิ่งนึกได้ว่าตรูจะเอากลับเข้าประเทศยังไงไม่ให้เสียภาษี?? 555
เค้าคงนึกว่าขนกลับไปขายอ่ะ  สะสมค่ะสะสม..

โปรโมตเกมใหม่ล่าสุดใน facebook หน่อย
Restaurant City เกมบริหารร้านอาหาร แล้วยังจ้างเพื่อนๆใน list เรามาทำงานให้เราได้ เป็นเชฟ เป็นบ๋อย ฮ่าๆ
ใครที่เล่น facebook อยู่ก็แอด app นี้ แล้วมาเล่นกันเยอะๆ จะได้ trade ingredient กันได้ ^^
คลิกเลย
ปิดท้าย entry นี้ด้วยบทความเด็ดๆจากวินทร์ เลียววาริณ

สมุนไพรอันตราย 13 ชนิดที่มีต่อชีวิตในการทำงาน จากสำนักแห่งความสุข

1. ขิง / ข่า

ขิง(ก็รา) ข่า(ก็แรง) เป็นอันตรายต่อชีวิตการทำงานอย่างยิ่ง บางครั้งเป็นการกระทบกระทั่งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เมื่อไม่ยอมกันคนละก้าว ก็เสียทั้งงานและภาพพจน์ขององค์กร

ทางแก้ : การทำงานในสำนักงานไม่ว่าองค์กรราชการหรือเอกชนเป็นการรวมคนจากที่ต่างๆ เข้าด้วย กัน จึงเป็นเรื่องปกติที่มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน รู้จักยอมกันบ้าง ทำนอง
‘แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร’ นอกจากจะได้ไม่เสียสุขภาพจิตแล้ว ยังได้ประสิทธิภาพของงานสูง

2. ขมิ้น (กับปูน)
ไม่ชอบเพื่อน ไม่ชอบเจ้านาย ไม่ชอบหน้าลูกค้า ไม่ชอบงานที่ทำ ไม่ชอบทุกอย่างในชีวิต!

ทางแก้ : ปรับเปลี่ยนทัศนคติมองผู้อื่นในด้านดี หรืออย่างน้อยก็ตามความเป็นจริง มองลูกค้าว่าเป็นผู้ที่ ทำให้เราเลี้ยงครอบครัวได้ เพราะการทำงานโดยมีทัศนคติไม่ดียากจะก้าวหน้า และที่แย่ที่สุดคือผ่าน ชีวิตทำงานแต่ละวันอย่างทรมาน

3. มะนาว (ไม่มีน้ำ)

พูดไม่ดี พูดมากไป พูดไม่ไพเราะ พูดแต่เรื่องร้ายๆ เหล่านี้เป็นอันตรายต่อองค์กรอย่างยิ่ง นอกจากจะขัดใจกันในองค์กรแล้ว ยังอาจทำให้ลูกค้าหนีหายก็ได้

ทางแก้ : พูดน้อยหน่อย ทำงานมากหน่อย มองด้านดีของคนอื่บ้าง

4. จิก

เจ้านายประเภทที่ใช้คนไม่เลือกเวลา ชอบบรี๊ฟงานห้านาทีก่อนเลิกงาน โทร.ตามจิกลูกน้องห้านาทีก่อน เที่ยงคืนและในวันหยุดเป็นประจำ

ทางแก้ : การทำงานที่ดีอยู่ที่การวางแผน และรักษาสมดุลของงานกับครอบครัว ลูกน้องที่พักผ่อนพอเพียงและมีชีวิตครอบครัวที่ดี ย่อมทำงานได้ประสิทธิภาพกว่าคนที่ทำงานใต้สภาวะของการจิก การทำงานชั่วโมงยาวนานมิได้หมายถึงประสิทธิภาพและคุณภาพเสมอไป

5. ว่านหางจระเข้ (ฟาดหาง)

เจอเรื่องไม่ดีที่บ้านก็นำมาฟาดหาง (จระเข้) กับเพื่อนหรือลูกน้อง หรือทั้งเพื่อนและลูกน้อง

ทางแก้ : แยกแยะงานกับเรื่องส่วนตัว งานส่วนงาน ไม่นำเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน เพราะทุกคนก็ ประสบเรื่องไม่ดีทั้งนั้น แก้ปัญหาเรื่องส่วนตัวโดยวิธีการอื่น เช่นปรึกษาเพื่อนฝูง เป็นต้น

6. (เย็น)ชา

เย็นชากับลูกค้า ลูกค้าหลุดได้ เย็นชากับลูกน้อง ลูกน้องก็หนี เย็นชากับเจ้านาย ก็อาจตกงาน!

ทางแก้ : รักษาน้ำใจเพื่อนๆ ในที่ทำงาน จะทำให้หลายสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ในที่ทำงานเป็นสวรรค์ ไม่ใช่นรก

7 . สีเสียด

ใช้วาจาเสียดสี เหยียดหยาม กระแทกกระทั้นคนรอบตัวเพื่อความสะใจ ต่อหน้าลูกค้าเอ่ย “ครับๆ ค่ะๆ ” ลับหลังลูกค้าด่าว่าโง่ ฯลฯ

ทางแก้ : การใช้คำพูดในเชิงลบไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามจะทำให้ผู้พูดลดคุณค่าและ ความน่าเชื่อถือลง ลองมองด้านดีของคนอื่นบ้าง

8. กระทืบยอด

เป็นยอดในการย่ำคนอื่น เป็นเยี่ยมในการไต่ขึ้นที่สูงโดยเหยียบหัวเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ

ทางแก้ : ไต่ขึ้นที่สูงไปตามพัฒนาการของตนเอง จะเป็นฐานที่แข็งแรงที่สุด

9. มะขวิด

ไล่ขวิดคนไปทั่ว ยุ่งเรื่องชาวบ้านโดยไม่ทำงานของตัวเอง

ทางแก้ : กลับไปทำงาน! เพราะเวลาวัดผลงานในตอนท้าย ไม่ได้วัดกันที่ความคมของเขี้ยว เขา หรืองา

10. ยอ

ยกยอเจ้านายตลอดเวลา เสนอหน้าหลังเวลางาน

ทางแก้ : ความก้าวหน้าจากการประจบเอาใจผู้ใหญ่ไม่ใช่รากฐานที่มั่นคงของชีวิตการทำงานในระยะยาว

11. แมงลัก

ขโมยไอเดียของคนอื่น แล้วยกว่าเป็นของตัวเอง

ทางแก้ : พัฒนาตนเองตลอดเวลา เรียนรู้จากความคิดของผู้อื่น แล้วนำไปแตกหน่อต่อยอด เป็นการ เพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง

12. รางจืด

ใช้ชีวิตทำงานแบบจืดสนิท ทำงานแบบกางตำรา ไม่เริ่มงานเด็ดขาดแม้เข็มนาฬิกาอยู่ก่อนเวลาเริ่มงาน 1.025 วินาที พนักงานไม่เคยไปสังสรรค์ด้วยกัน ฯลฯ

ทางแก้ : เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตทำงานบ้าง แล้วอาจพบว่า การทำงานก็เป็นเรื่องสนุกได้

13. กระบือเจ็ดตัว

พอใจในความรู้ความสามารถที่ตนมีอยู่ไม่ว่ามันจะจำกัดเพียงใด ไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ทางแก้ : ความรู้หรือเทคโนโลยีที่เรียนมาเมื่อ 10-20 ปีก่อนอาจแก้ปัญหารูปแบบใหม่ๆ ในปัจจุบันไม่ได้ โลกเปลี่ยนไปนาทีต่อนาที คนทำงานต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทัน ต้องศึกษาเพิ่ม อาจเป็นการเรียนวิชาที่เพิ่งเกิดใหม่ สัมมนาทางวิชาการ ศึกษาภาคค่ำ แทนที่จะหาประสบการณ์จากการกินเหล้าและเข้าผับอย่างเดียว

ขออำนวยพรให้ทุกท่านทำงานอย่างมีความสุข!
วินทร์ เลียววาริณ
21 กุมภาพันธ์ 2552


Azzy,,
6.35น. (นอนแล้วนะ.. เพิ่งตื่น)
เหงาตายคาญี่ปุ่น ใครก็ได้มาหาหน่อย T T

Mar 15

YOU’LL NEVER WALK ALONE

picsrv

rating  : ))

rating

อันนี้เอามาให้ดูขำๆ มีน้ำหอมยี่ห้อ Liverpool ละ ..

วันจันทร์ แฟนผีคนไหนต้องไปเรียน ไปทำงาน ก็น่าสงสารหน่อยนะ ^____^”
ไม่ต้องห่วงๆ เราจะไม่เยาะเย้ยใดๆ …  เราจะปลอบใจ  น่าสงสารไง แพ้เยอะ โอ๋ๆๆๆ…  ไม่ร้องๆๆ

Azzy,,
ตีสี่กว่าๆ อัพก่อนนอนแค่นี้แหละ :”P

Mar 12

T_____________T

เฮ้อ

ขี้เกียจทุกสิ่งอย่างงงงงงงงงงงงงงงงงงง

Mar 08

3 มีนา 52

เข้าสู่เช้าที่ 5 ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาเจออากาศแปรปรวนที่ญี่ปุ่น (วันนี้วันที่ 3 มีนาคม) ง่วงมาก  เมื่อวานเราบอกว่าเราจะตื่นกี่โมงไม่รู้  (แอบลืม)
อ๋อ  บอกไว้ว่าจะตื่นเก้าโมงครึ่ง.. งึมงำมากมาย  ก็ตื่นนะ  แต่ตื่นสายกว่าเดิม  นอนกลิ้งไปกลิ้งมา  อากาศมันน่านอนอ่ะ
วันนี้โอมีสอบตอนบ่ายโมง  แต่จะเลิกสอบตอนบ่ายสามโมงได้  ก็เลยกะว่าจะไปอุเอโนะ  ไปเดินเล่นฆ่าเวลารอไปโอไดบะกัน
โอไดบะคือเมืองสร้างใหม่  สร้างด้วยการนำขยะมาถมทะเล  ให้มันเป็นอีกแผ่นดินนึง  แล้วสร้างสะพานเชื่อมต่อกับตัวเมือง
(สะพานมันมีชื่อด้วยนะเอ้อ  พระราม 9 นั่นเอง  เย้ยย  ไม่ใช่  เค้าเรียกว่า “เรนโบว์บริด” ตะหาก)

น้อง โอออกไปสอบได้สักพักละ  แต่อิคนพี่ยังเอ้อละเหยอยู่ในห้อง  อัพรีวิวในบอร์ดเป้เอย  หาอะไรกินเอย  ก่อนจะออกจากบ้านราวเที่ยงกว่า  (สติวเที่ยวเที่ยงวันยันเที่ยงคืน)
วันนี้ลีลาลากเท้าออกจากห้องน้องโอ มากค่ะ  เก็บภาพเส้นทางที่จะไปสถานีรถไฟมาฝาก  เส้นทางมาห้องพักโอไม่วุ่นวายมาก  แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวก (ท้อง) เยอะแยะมากมาย
ตลอดสองข้างทางมีทั้งร้านสะดวกซื้อ  ร้านขายเนื้อ  ขายอาหารทะเล  ขายผักผลไม้  มีกระทั่งร้านขายดอกไม้อ่ะ!!

เดินจนออกมาเจอถนนใหญ่ก็แค่ข้ามถนนใหญ่ไปก็จะเจอห้าง Lazona  เพื่อที่จะเดินทะลุห้างเข้าไปสถานีรถไฟ Kawasaki
ระหว่างทางเดินไปก็แอบเห็นหนุ่มน้อยเจแปนนิสคนนึง  กำลังเงยหน้ามองอะไรอยู่ก็ไม่รู้  แต่มองนานละ  เลยอดไม่ได้ที่จะแคนดิชมาให้ดูด้วย

เหมือน รีเทปกลับไปที่เดิมยังไงไม่รู้  วันนี้ต้องนั่งรถไปสถานีโตเกียวอีกแร๊ะ  ไปถึงก็สองจิตสองใจ  อยากไปถ่ายรูปเก็บตกรูปปั้นอะไรสักอย่างที่อยู่ก่อนทางเข้าอิมพีเรียลพาเรซ
แต่มองดูสภาพอากาศแล้ว  ไม่เอาดีกว่า  ออกจากสถานีก็เปลืองค่าโดยสารเปล่าๆ  เดินไกลอีกต่างหาก  (จริงๆ วันนี้ขี้เกียจเทพ)
จาก สถานีโตเกียวก็นั่งรถไฟสายสีเขียวรอบเมือง  (จนถึงวันนี้ก็จำชื่อมันไม่ได้สักทีว่าชื่อสายอะไร  จำได้แต่สายสีเขียว  สายสีส้ม  สีฟ้า  บลาๆๆ  ชื่อนั้นอย่าได้ฝันว่าอินี่จะจำ)
ขึ้นมาอยู่บนรถแล้วก็เพิ่งนึกได้ว่า  กุยังไม่ได้อ่านไกด์บุคเลยนี่หว่าว่าสายสีเขียวมันไปถึงอุเอโนะรึเปล่า?  มั่วขึ้นมานั่งแล้ว
เดชะ บุญที่เงยหน้ามองตรงประตูทางออก  JR สายนี้เทพที่ซู๊ดด  เพราะมันมีภาษาอังกฤษบอกกำกับ  แถมบอกอีกนะว่ารถสายนี้วิ่งผ่านสถานีไหนบ้าง  แล้วตอนนี้กำลังจะไปสถานีไหน  ตอนนี้อยู่ที่สถานีอะไร

นั่นแน่ะ  ตอนนี้อยู่สถานีโตเกียว  เรากำลังจะไปสถานีคันดะ  อันนี้ไม่สนใจละ  เพราะกวาดสายตาเจอสถานีอุเอโนะแล้ว  เรื่องอื่นช่างมัน  แค่รอเวลาถึงสถานีเป็นใช้ได้
ไม่นานเกินรอ  เค้าก็มาถึงสถานีอุเอโนะ  มาแบบมั่วๆ แค่อยากจะมาเดินเล่นในสวนอุเอโนะแค่นั้นแหล่ะ  มันง่ายเกินไปมั๊ย  เที่ยวแบบไม่ได้แพลน  อยากไปไหนก็ปายยย
ก่อนจะเดิน ออกจากประตูสถานี  กรุณามองป้ายกันให้ดีก่อนนะคะว่าท่านออกมาถูกทิศรึเปล่า  อินี่ก็มองหา  (อะไรก็ไม่รู้  เพราะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน)
สายตาก็ดีจัด  (จัดว่าแย่)  แต่ก็นะ  โชคช่วยที่ป้ายตรงหน้ามันบอกว่า  Ueno park exit  …. เย้  ในที่สุดสวรรค์ก็มีตา  รีบเดินออกไปเลยสิ  อย่าช้า…
เดินไปใจก็คิดไปว่าออกไปแล้วกุจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาดีวะหนนี้  งึมงำๆ ขี้เกียจเอาไกด์บุคมาดูแผนที่  ไปมองหาเอาดาบหน้าละกัน
1 2 3 4 5 6… ไม่ถึงสิบก้าวดี  เอิ่มมม   เอางี้กันเลยเหรอ  ตรงหน้านั่นก็สวนอุเอโนะละ  ไม่ต้องเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวาให้วุ่นวาย
แค่ ข้ามทางม้าลายเล็กๆ ถนนบ้าอะไรแคบๆ ข้ามสี่ห้าก้าวก็ถึงอีกฝั่งละ  … ตกลงว่าเค้าจงใจสร้างสถานีรถไฟให้อยู่ข้างหน้าสวนอุเอโนะใช่มั๊ย??  สะดวกแก่การท่องเที่ยวมากมายอ่ะ

เดินข้ามฝั่งมาถึงฝั่งที่เป็นปาร์คละ  หันหลังกลับไปก็เห็นสถานีรถไฟให้อุ่นใจอยู่แค่นี้
เอ้อ… ให้กุหลงทางบ้างก็ได้นะคะ  อุตส่าห์มาในที่ที่ไม่เคยรู้จักมักจี่หนทางเลย  สถานที่ท่องเที่ยวก็หาง่ายเกิ๊น
แอบ ไปหยุดอ่าน map for information งึมๆ ไอ้ที่เขียนไว้เนี่ย  เค้าไม่รู้จักสักอย่างเลย  อะไรว๊า  มีแต่พิพิธภัณฑ์  ช่างๆ มันเหอะ  เอาเป็นว่าเดินเล่นรอบๆ นี้ละกัน
เริ่มต้นหันขวาเดินเลาะตึกอะไรก็ไม่รู้  ที่คาดว่าจะเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มันเยอะแยะมากมายแถบนี้
เห็นมีคุณตาจูงน้องม๋าสามตัวมาเดินเล่นในสวนด้วย  มันน่ารักมาก  มีตัวนึงไม่ยอมเดินอยู่ในตะกร้าให้คุณตาลากๆ
วันนี้ อารมณ์แลดูจะเรื่อยเปื่อยกับการเดินเที่ยวมาก  ก็เดินลากขาไปเรื่อย  มีเด็กๆ วิ่งผ่านมาเป็นขบวน  นำโดยคุณครู  คาดว่าจะมาทัศนศึกษา
แต่นะ  น้องอนุบาลคะ  เล่นจูงมือกันเป็นคู่ๆ ชายหญิงเลย   T_______T  เค้าอิจฉาเด็ก  ดูสิ  บางคนเดินมาก็หัวเราะกระซิบกระซาบกันด้วย  อย่าให้มีบ้างละกัน  ชิส์!

เดิน ลึกเข้าไปอีกทางก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแนวตะวันตก  (แปลเป็นไทยให้เค้าเสร็จสรรพ) รูปปั้นแนวกรีกโบราณก็เยอะอยู่นะ  ถ่ายมาแต่ด้านนอก  ไม่ได้เข้าไปด้านใน  แลดูจะเสียเวลาในการเข้าไป

ก็ เดินเลาะไปอีกทาง  เจอกับ National museum of nature and science ที่มันแปลกคือฝั่งนึงมีหัวรถจักร (วิทยาศาสตร์) อีกฝั่งเป็นรูปปั้นปลาวาฬใหญ่เบ้อเร่อ  (ธรรมชาติ)  ดูเข้ากั๊นเข้ากันอ่ะ  กร๊ากกกกก
ก็ถ่ายรูปมันมาให้ดู  ทางเดินลงไปด้านล่างก็แปลกดี  แต่ก็ไม่ได้เข้าไปอีกน่ะแหล่ะ

เดิน เลาะออกไปด้านนอก  รั้วนิดหน่อยก็เจอกับตึกอะไรก็ไม่รู้  แลดูยิ่งใหญ่ดี  อืมๆ ส่องๆ  ถ่ายรูปไว้  แต่ไม่ข้ามไปดูมันหรอกนะ  มันอยู่อีกฝั่ง
ก็ เดินจนไปยืนอยู่ตรงกลางประตูที่พอจะมองไปเห็นฝั่งนั้นชัด  จึงได้อ๋อว่ามันคือ Tokyo National Museum งืมมม ถึงว่าแถวนี้จึงมีเด็กๆ มาเดินให้รึ่ม  มันมีพิพิธภัณฑ์เยอะยังงี้นี่เอง
อ่ะเก็บภาพมาฝาก  มันอยู่ใกล้สวนแค่เอื้อมมือถึงเองนะเอ้อ  สรุปว่าถ้ามาที่นี่ก็ใช้เวลาได้ทั้งวัน  (แต่อินี่จะเดินชิว  ฉะนั้นจะใช้เวลาไม่นาน)

เดินกลับเข้ามาในปาร์คกันดีกว่า  แอบมองเห็นคนกลุ่มใหญ่ๆ อายุอานามคงเกินห้าสิบหรือหกสิบกันหมดแล้ว  ยืนต่อแถวรับชามอะไรสักอย่างมายืนกินกัน
แล้วใกล้ๆ นั้นก็มีคนเล่นดนตรีอยู่สองคนให้คนกลุ่มนั้นฟัง  ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคืออะไร  แต่ไม่ได้เดินเข้าไปดูใกล้ๆ  เพราะรู้สึกว่าตัวเองจะไม่เข้าพวกกับเค้า  (เดี๋ยวโดนไล่ตะเพิด  ยืนดูไกลๆ ดีกว่า)  ระหว่างที่ยืนอยู่ไกลๆ ก็เห็นน้องเหมียวตัวนี้เข้า  เลยย่องเข้าไปถ่ายรูป
เห็นมันนิ่งๆ เลยเดินเข้าไปลูบหัวมัน … ผลเป็นไงน่ะเหรอ  เกือบโดนมันข่วนหน้าอ่ะดิ่  ดีนะที่หนีออกมาทัน  -*-

ไม่เอาแร๊ะแมว  เดินชิวไปถ่ายรูปน้ำพุต่อดีกว่า  เป็นน้ำพุที่อยู่กลางลานตรงข้ามกับพิพิธภันฑ์แห่งชาติโตเกียวนั่นเอง
บริเวณนั้นก็จะมีนกพิราบ (ที่ไม่ใช่ผักกาดกระป๋องอ่ะพี่น้อง)  แยะเยอะมาก  บินไปบินมา  ไอ้ตัวที่บินอย่าหวังว่าอินี่จะถ่ายได้
ก็ได้มาแต่ไอ้ตัวที่มันคงจะหนาวแล้วยืนนิ่งๆ ที่พื้นนี่แหล่ะ  กร๊ากกกก

หลังจากเดินเห็นต้นไม้โกร๋นๆ มาเพียบ  ในที่สุด  กาในฝูงหงส์ก็มีจริง  ข้าวนอกนาของแท้เลยนะเนี่ย
เจอแว้วววววว  มันมีซากุระที่นอกคอกบานให้ดูก่อนเวลาอันควรด้วย  อร๊ากกกกกกก  รีบถ่ายเลย  เดี๋ยวมันล่วงลงทันทีที่เดินไปถึง
อ่ะกดไป  หลายๆ รูป  ให้หายอยาก  แล้วก็เดินจากไปด้านในกันดีกว่า

เดินไปตามทางด้านในก็จะมีทางแยะเข้าสวนสัตว์อุเอโนะ  (ม่ายยยยอาว  เค้าไม่ปลื้ม  วันนี้ไม่เข้าเพราะที่นี่ไม่มีน้องโลมา)
ลัดเลาะไปอีกทางก็เจอรูปปั้น  อะไรหว่า  เรียกตำแหน่งไม่ถูกเลยที่เดียว  ขอทับศัพท์อิงริชละกันนะ
Prince Komatsu No Miya Akihito  อยู่ก่อนที่จะเลี้ยวไปตรงสวนที่มีต้นซากุระสองข้างทางในอุเอโนะนั่นแหล่ะ
ถึง มันจะยังไม่บาน  แต่ก็อยากไปเดินชิวนะ  จริงๆ เค้าไม่ได้บ้าเดินคนเดียวนะ  ก็เห็นมีผู้คนมากมายมาเดินในสวนทั้งๆ ที่ไม่มีซากุระบานนี่แหล่ะ

มัน ก็อากาศดีล่ะ  ถ้าฝนไม่ตกมาปอยๆ  T_______T  ตกอีกแร๊ะ  เป็นละอองมาเชียว  เดินไปจนเกือบจะสุดทาง  เกือบออกไปถนนใหญ่ละ  ก็เจอต้นซากุระนอกคอกอีกสองสามต้น  ที่ออกดอกปะปราย  ไม่สะพรั่ง  แต่ก็ดูดีกว่าโกร๋นๆ นะเอ้อ
เป็นไงล่ะ  ขนาดน้องเหมียวยังชิวมานั่งกินอาหารใต้ต้นซากุระเลย  5555555

โอโทรมาพอดี  หลังจากเดินชิวจะย้อนกลับมาที่สถานีรถไฟ  สรุปว่านัดเจอกันที่สถานีอุเอโนะก่อน  เพราะโอจะพามาเดินตลาดแปลกๆ แถวนี้
เค้า ก็ยืนรอโออยู่พักนึง  พอน้องโอมาถึงก็หันซ้ายหันขวากันว่าจะไปทางไหน  แล้วก็เดินตามโอไปต้อยๆ  ไปไหนก็ไป  คือถ้าเมื่อไหร่เดินพ้นสถานีแล้วจะเข้าตลาด  อินี่หลงแน่ๆ  ถ้าไม่ตามโอ
ก่อนไปตลาดโอพาไปแวะร้านขายของเล่น (อีกแล้ว)  ตื่นตาตื่นใจอีกเช่นเคย  ทำให้อยากได้กันดั้ม 1/60 ขึ้นมาเลยทีเดียว  ตัวใหญ่มากกก

ออกจากร้านของเล่นก็เดินเข้าเส้นทางที่เป็นตลาด น้องโอภูมิใจเสนอ “เมล่อนญี่ปุ่น”  แบบเสียบไม้ด้วยนะเอ้อ  สะดวกกินเลยทีเดียว
แต่ โอบอกว่าวันนี้มันไม่ค่อยหวานแฮะ ไม่เป็นไร  เอาไว้หนหน้าพี่มาลองใหม่  แต่ไม่รู้นะว่าอีกกี่ปีจะได้มาอีก  หรืออาจะไม่ได้มาอีกแล้ว  ฮี่ๆ
เดินเจอตู้คีบตุ๊กตาทีไรโอก็จะหยุดแวะทุกที  ตู้ไหนมีความน่าจะเป็นที่จะคีบได้  โอก็จะลอง  สนุกน้องโอล่ะนั่น

ตลาด ที่นี่แปลกจริงจังค่ะพี่น้อง  เพราะฟากซ้ายขายกระเป๋า  เสื้อผ้า  รองเท้า  ส่วนฟากขวา  ขายของกินตั้งแต่ที่ห่อเป็นแพ็ค  หรือของสดเช่นกุ้ง  หอย  ปู  ปลา  เง้อ… มันเข้ากันตรงไหน
ให้อารมณ์สะพานปลา + ไนท์บาซ่ายังไงยังงั้น  (ดูรูปประกอบ  แนะนำให้ดูรูปสุดท้าย  ก้ามปูใหญ่โฮกๆ  อยากกินนนน)

แล้วโอก็หิวแร๊ะ  แวะซื้อเคบับ  เดินกินกันไปจนถึงสถานีรถไฟเพื่อไปสถานีต่อไปคือชิมบาชิ  เพื่อต่อรถ sea side line  ไปโอไดบะ  เย้!!
อยากไปถ่ายรูปชิงช้ายักษ์  เอาแบบมีไฟติดๆ ไม่เอาแบบคอสโมที่มันหวงไฟไม่ยอมเปิดตอนสามทุ่ม  (ยังไม่เลิกเคืองมัน)

รถไฟที่ไม่มีคนขับอีกแล้ว  สองพี่น้องพากันไปนั่งด้านหน้าเลยสิ  จะได้เห็นวิวก่อนชาวบ้านชาวเมืองเค้า
อุ๊ย   คันนี้ไม่มีที่กั้นตรงที่นั่งคนขับ  แอบถามโอว่านั่งได้ป่ะ??  โอก็ไม่ค่อยแน่ใจ  เราสองคนเลยไปนั่งอีกที่นึง
แล้วก็มีผู้หญิงคนนึงเดินมาเฉลยให้เรารู้ด้วยการเดินไปนั่งเฉย ณ ที่คนขับ  (แปลว่ามันนั่งได้อ่ะดิ่ )
ช้าไปแล้วอ่ะโอ  เราสองคนพลาด  ต้องเสียสละที่นั่งนั้นให้กับหนุ่มสาวคู่นึงไปแทน  T________T  ไม่เป็นไร  นั่งนี่ก็ได้
ก็ถ่ายรูปได้อยู่นะเอ้อ  กดถ่ายมาเรื่อยอ่ะตามทาง  ระหว่างทางแอบเห็นโตเกียวทาวเวอร์แว้บไปแว้บมา  เลยกดมาฝาก

รถ วิ่งไปเรื่อยจนเห็นอ่าวละ  งื้อ … มีท่าเรือด้วย  เรือยอร์ชเพียบเลย  ชอบๆ เริ่มเห็นสะพานข้ามไปฝั่งโน้นตั้งแต่รถไฟวิ่งเรียบอ่าวมาอ่ะ
เห็น สะพานแว้บ  แล้วรถก็วิ่งเลยสะพาน… อ้าวเห้ย  แล้วเราจะไปลงไหนอ่ะโอ  …  โอก็งงค่ะ  แล้วก็เริ่มหายงงกันเมื่อรถไฟมันตีโค้งกลับมาวิ่งรอดใต้สะพาน

ไฮโซมากกกก   รถไฟวิ่งใต้สะพาน  วิ่งคู่ไปกับรถบรรทุกเลยทีเดียว  ซึ่งด้านบนสะพานก็จะมีรถทั่วไปวิ่งใช้งานอยู่
แอบถ่ายตึกฝั่งโอไดบะมาฝาก  งื้อ  อยากมีรูปอยู่ในกล้องบ้าง  เลยให้โอกดมาให้รูปนึง  กร๊ากกก
ตึกสวยใช้ได้  แต่ฝนตก  จะได้ถ่ายรูปสะพานมั๊ยเนี่ย  สภาพอากาศไม่เคยเอื้ออำนวยเลยให้ตายสิ

รถวิ่งผ่านชิงช้าไปอีกละ  กดไม่ทัน  ถึงทันมันคงไม่สวย เพราะรถวิ่งอยู่อ่ะ  ไม่เป็นไร  ฝนหยุดแล้วเราจะไปถ่ายรูปมันกัน
เดินออกจากสถานีกันก็ตรงดิ่งกันไปที่ Joypolis  สวนสนุกของ SEGA  รู้จักกันป่ะ  มันคือค่ายเกมส์ของญี่ปุ่น
คนเล่นเกมส์ต้องรู้จักมันไม่มากก็น้อยอ่ะ
ก่อนจะข้ามถนนก็เจอกับ Shell museum  … เอิ่ม  มันมีไว้ทำไรอ่ะคะ  ??  ปิโตร museum เหรอ  …

สวน สนุกนี้..โอก็ไม่เคยมา  เค้าก็ยิ่งไม่เคยมา  เอาวะคะ  งมๆ กันไป  ก็ซื้อบัตรผ่านเข้าไปข้างในกัน  ตื่นตาตื่นใจกับของเล่นกันมากค่ะ  ไฮโซมาก  เมืองไทยทำไมไม่มีอะไรแบบนี้บ้างคะ
รถแข่งนี่เอารถจริงๆ มาให้นั่งกันเลยทีเดียว  รถหมุนตามจังหวะที่บังคับรถด้วย  เริ่ดไปไหน
ไอ้ที่เริ่ดกว่าคือตู้คีบตุ๊กตา  ที่โอเก่งมาก  กวาดมาให้เค้าเยอะมากอ่ะ  ><  ปลื้มน้องโอ  ขอบคุณค่ะ  ชอบมากเลยสติช
เดินผ่านเวทีด้านหน้าก็งงกับเวทีที่ทำไว้เหมือนจะมีนักร้องมาแจกลายเซ็นต์ประมาณนั้น  ชื่อวง  Pure boys  ใครวะ  ไม่รู้จัก   -*-
บอย แบนด์ญี่ปุ่นที่ให้ความรู้สึกเหมือนเกาหลีมากๆ  เหมือน Shinwa + SS501 ประมาณนั้นอ่ะ  แต่ใส่ชุดขาว  แถมสีที่ใช้ก็เป็นโทนชมพู  หัวใจชมพู  แอร๊ย  อะไรกันนี่…
พยายามจะไม่สนใจบอยแบนด์กลุ่มนี้  แต่เดินไปจุดไหนก็ต้องมีรูปเดิมให้ดูทุกที่เลย  เริ่มจะหลอนกันล่ะค่ะ

สวนสนุกที่เหมือนไม่ใหญ่  แต่มีของเล่นจุใจมากอ่ะ  มีที่อยากลองกันอยู่หลายสิ่ง  แต่ที่เค้าอยากลองคือสิ่งนี้ในรูป
มันจะเหมือนสโนว์บอร์ด  คือเหวี่ยงซ้ายแล้วไปขวา  แต่จะไปเป็นคู่ๆ มองตากันเข้าไปสิ  ถ้ามากับแฟนก็เจ๋งเลย…

อีกอย่างไม่ได้ถ่ายรูปมาอ่ะ  ลักษณะจะเหมือนรถไฟเหาะบวก space mountain ที่ดรีมเวิร์ล  แต่จะนั่งกันสองคน  หมุนๆๆ แล้ววิ่งไปตามราง
แต่ก็ไม่ได้ลองเล่นนะ  เพราะจุดมุ่งหมายเราอยู่ชั้นถัดไป  มันคือบ้านผีสิงแบบญี่ปุ่น  (เง่อ… โออยากเล่น)
ไป ต่อแถวเข้าคิวรอเข้าบ้านผีสิงกันเลยสิ  แล้วไง  โชคดีมั๊ยเนี่ย  ได้อยู่หน้าสุดกันเลยทีเดียว  หลังจากเค้าตัดรอบมาที่ด้านหน้าเราพอดี
ยืนใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ อยู่พัก  จะยังไงล่ะเนี่ย  เข้าไปจะเจออะไรหลอนบ้างล่ะเนี่ย  โอก็ไม่รู้ว่าข้างในมันคืออะไร
แต่ด้วยความที่พนักงานเค้ารู้ว่าเราเป็นชาวต่างชาติ  เลยเอาคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษคร่าวๆ มาให้เราอ่าน

คร่าวๆ คือบ้านผีสิงนี้จะเป็นตำนานของตุ๊กตาอะไรสักอย่างที่มีวิญญาณสิงอยู่  อะไรทำนองนั้นอ่ะ  อ่านไม่ทัน  โอรีบคืนเค้าไป
แต่โอบอกว่าไม่มีอะไรหรอก  แล้วพี่จะกลัวมั๊ยอ่ะ  … ฟังก็ไม่ออกว่าเค้าจะหลอกอะไรพี่  เง้อ…
ทำใจกล้าเดินเข้าไปข้างใน  (คนแรกกันเลยทีเดียว)  ไปยืนด้านในเค้าก็จะมีพนักงานมายืนเล่าอะไรสักอย่างที่ฟังไม่ออก
แต่โอบอกว่าน่ากลัว  (ด้วยน้ำเสียงคนเล่าด้วย)
พอเปิดประตูปุ๊บ  โอก็บอกว่า  “เค้าให้เดินจับราวไปเรื่อยๆ”  อ้าวเห้ย.. โอฟังออก  แต่ทำไมให้พี่อยู่หน้าสุดอ่ะ  ม่ายยย
ในใจปฏิเสธไป  แต่ด้วยความที่เป็นพี่  ก๊ะด๊ะๆ เค้าเดินไปก่อนก็ได้
แต่บอกไว้ก่อนเลยนะ  มืดขนาดนี้ถ้าคลำไปเรื่อยๆ แล้วเจออะไรขึ้นมา  อินี่กรี๊ดลั่นเลยนะ … ยิ่งไม่ชอบอะไรหลอนๆ

คลำแบบค่อยๆ ไปมากมายอ่ะ  มันมืดสนิทมิตรสหายกลัวจนอยากละลายหายไปในอากาศ  ลากไปจนเจอพนักงานยืนเปิดประตูให้ด้านใน
(จะบอกว่าตอนแรกตกใจมากที่อยู่ๆ ชีก็โผล่มาเปิดประตู)
โอไม่ได้อยู่คนแรก  โอไม่รู้หรอก  T_______T  พี่ตกใจ  แต่ร้องไม่ออก… ก็เดินเข้าไปในห้องนั้นแต่โดยดี

เข้าไปจะมีโต๊ะยาวอยู่กลางห้อง  เป็นห้องเล็กๆ แคบๆ ให้พวกเราแปดคนเข้าไปนั่ง  ฝั่งละสี่คน
ตอนนี้เองที่โออารมณ์เสีย  เพราะผู้หญิงที่โอมองว่าน่ารักด้านนอก  เค้าไม่มานั่งติดกับโอ  กร๊ากกกกกก
พี่ก็อารมณ์เสีย  ทำไมพี่ต้องมานั่งในสุด  ใกล้ไอ้ตุ๊กตาขนหัวลุกที่นั่งเป็นเจ้าแม่อยู่กลางห้องแบบนี้  กลัววว  ช่วยด้วยพี่น้อง
นั่งแล้วเค้าก็พูดๆ ไรมะรู้  โอก็บอกว่าให้เค้าวางกระเป๋ากับของไว้หน้าเก้าอี้  (เอิ่ม  ชั้นจะกลัวมั๊ย  ในเมื่อฟังอะไรไม่ออกเลย)
เอา วะ  ก็นั่งซึมซับบรรยากาศหลอนๆ ไป  เปิดไฟสลัวๆ ได้อีก  มีเพลงหลอนๆ ด้วย  แถมตุ๊กตาที่นั่งบนเก้าอี้กลางห้อง  (ใกล้อิชั้นที่ซู๊ด)
มันหลอนมาก

มีทำตาเหลือกด้วยนะ  ตุ๊กตาเวร  หลอนมากมาย  บ้านผีสิงญี่ปุ่นมันเป็นแบบนี้เหรอฟะ..  เริ่มมีคำถามในใจ  แต่ยังไหลตามชาวบ้านได้อยู่
พนักงานก็เล่าๆ อะไรก็ไม่รู้  ฟังไม่ออก  โอก็บอกเป็นระยะๆ  แต่ไม่อยากรู้  กลัวหลอน  จนสุดท้ายโอบอกว่า
พนักงานบอกว่า  ห้ามลุกขึ้นจากที่นั่งเด็ดขาด  ห้ามออกจากห้องกลางคันด้วย
โหย… มีขู่กันอ่ะ  กลัวเลยเด่ะ  อะไรมันจะน่ากลัวขนาดไม่ให้ลุกจากที่นั่งด้วยอ่ะ  (แต่ก็เชื่อ… อย่าไปนอกคอกชาวบ้านเค้า  ไม่ดีๆ)
ทีนี้ก่อนพนักงานปิดประตูห้องขังพวกเราไว้ในที่แคบๆ กับตุ๊กตาหลอนๆ ในชุดกิโมโนนั่น  เค้าก็บอกให้เราสวมหูฟัง  (เฮดโฟนอันบะเริ่ม)
พอสวมปุ๊บก็จะซาวน์เริ่มต้น  ด้วยเสียงคนแก่  คุยไรมะรู้จุ๊กจิ๊กๆ กับใครสักคน  แล้วก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวน
เชื่อมั๊ยว่าฟังไม่ออกหรอก  แต่ระบบเสียงมันเริ่ดมาก  ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในห้องแคบๆ รู้สึกเหมือนเกิดขึ้นจริงเพราะระบบเสียง

ทั้งเสียงคนวิ่ง  เสียงลมที่เกิดจากการคลุมผ้า  เสียงตัดอะไรสักอย่าง  มันทำให้เราหลอนจนเกิดความกลัว
(กลัวทั้งๆ ที่ฟังไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น)
จินตนาการ บรรเจิดมากอ่ะตอนนั้น  ทั้งเสียงล้ม  เสียงวิ่งหนี  เสียงร้องขอความช่วยเหลือ  เสียงคนมากระซิบหลอนๆ ข้างหูเรา เหมือนเราเป็นคนที่โดนตุ๊กตามาไล่ฆ่ายังไงยังงั้น  แล้วยิ่งมาลืมตาเห็นตุ๊กตาหลอนๆ นี่ด้วยแล้วนะ  มันยอดมาก
ยิ่งมีระบบสั่นสะเทือนของเก้าอี้มาประกอบ  ยิ่งเพิ่มความเหมือนจริงเข้าไปอีก
แต่ตอนสุดท้ายไม่ไหวนะ  ที่อะไรก็ไม่รู้  ฟังไม่ออกอีกละ  พูดๆๆ แล้วจู่ๆ เก้าอี้ที่นั่งก็เหมือนจะทรุดตัวลง
เอิ่มม หลังกระแทกเลยอ่ะ  เง้อ  บอกก่อนสิ  จะได้ตั้งตัวได้
เดินออกมาจากตรงนั้นแล้วบอกได้คำเดียวว่า  “สุดยอด…. ซาวน์ของเค้าดีจริง”
บ้านผีสิงเมืองไทยอย่าไปเข้าค่ะ  ขอให้มาลองที่นี่  น่ากลัวมาก…

(พยายามไปหารูปในเนตมาให้ดูค่ะ)

อันนี้คือรูปหน้าตาทางเข้า

อันนี้บรรยากาศด้านใน  จะแบ่งเป็น 3 ชั้น

ส่วนอิบ้านผีสิง  ชื่อมันคือ The room of living dolls (ใช่ซี๊  ก็ในห้องมีแต่ตุ๊กตาหนิ)
อันนี้ไปแต๊ปรูปจากเวปชาวบ้านมานะ  เพราะไม่แน่ใจว่าในนั้นให้ถ่ายรูปเป่า  เลยไม่กล้าถ่าย
ชื่อมันคือ The room of living doll  (ใช่ซี๊  ก็ในห้องมีแต่ตุ๊กตาหนิ)

ได้มารูปจึ๋งนึง… เนี่ยๆ น้องตุ๊กตาผีชุดแดงนี่แหล่ะที่นั่งเด่นเป็นเจ้าแม่อยู่ในห้องแคบๆ นั้น  T___T

Mar 05

2 มี.ค. 52

เผลอแป๊บเดียว  นี่เข้าวันจันทร์ที่  2 มีนาคมแล้ว  แหะๆ  เมื่อวานบอกว่าจะตื่นกันเก้าโมงเช้า  เพื่อจะได้ไปวัดอาซาคุสะกัน
แต่ แล้วเป็นไงไม่รู้  ไม่มีเสียงใดๆ ปลุกเลย  (ตกลงโอไม่ได้ตั้งปลุก?)  ไม่มีเวลาสงสัย  ช่างๆ มันเหอะ  เพราะลำพังตัวเค้าเองก็มารู้สึกตัวเอาก็ปาเข้าไปห้าโมงเช้าแล้ว
เง้อ… ไม่เป็นไรมั้ง  ทำใจละว่าจะได้ไปคนเดียว  ลุกขึ้นมาอาบน้ำ  สักพักก็ปลุกโอ  เพราะเดี๋ยวโอจะไปเรียนไม่ทันเอา
หลัง จากนั้นระหว่างรอโอแต่งตัว  ก็นั่งอัพที่รีวิวไว้เมื่อวาน  กำลังคิดๆ ว่าจะยังไงกับชีวิตดี  โอก็นั่งเขียนไกด์ให้  ว่าจะต้องไปลงรถแล้วขึ้นรถอะไรต่อ
ได้แพลนมาแล้วหนึ่งวัน  คือวันนี้เค้าจะไปอิมพีเรียลพาเรซก่อน  แล้วก็จะไปวัดอาซาคุสะ  (ทริปนี้ยังสติวเที่ยวเที่ยงวันยันเที่ยงคืน)
ต่อจากนั้นถ้าว่างก็จะไปเก็บตกอุเอโนะ  หลังจากนั้นยังไม่ได้คิด  กร๊ากกกกกกก

เชคสภาพอากาศ  วันนี้อากาศแจ่มใส  เตรียมพร้อมเดินทางออกจากบ้าน  เดินไปที่สถานีรถไฟกันต่อ  แดดออกได้อีกอ่ะวันนี้
พอไปถึงสถานี  ก็อดพูดประโยคนี้กับโอไม่ได้ “เรามักจะมาช้ากว่ารถไฟสามก้าวเสมอ”
คือไปไม่ทันอ่ะ  รถไฟจะออกก่อนทุกที  แล้วก็ต้องรอรถรอบต่อไป  (ซึ่งก็ไม่นานนะ  ระบบขนส่งของเค้าดีจริงงง)
โอ อุตส่าห์รีบวิ่งไป  แต่ช้าไปต๋อย  เลยรอรอบต่อไปกัน  ซึ่งก็นั่งไปพร้อมกันแหล่ะ  แต่โอลงก่อนเค้าแค่นั้นเอง  โอลงที่สถานี  Tamachi แต่เค้าจะไปลง Tokyo
โบกมือร่ำลาน้องโอไป  ไปซะละ  แถมทำถุงมือตกไว้ข้างนึงบนรถไฟด้วย  ไม่เป็นไร  พี่จะเก็บไว้ให้ในตอนเย็นละกัน

นั่งรถไฟมาแบบอะดีนารีนวิ่งพล่านอีกละ  ก็ไม่ใช่เมืองไทยนี่หว่า  จะทำไรมันก็ต้องมีตื่นเต้นบ้าง  ก็คนมันไม่เคย
ตา ก็มองป้ายไปเรื่อย  พยายามจำไปเรื่อยว่าสถานีต่อไปคือสถานีอะไรวะ  มันเป็นบทเรียนที่ต้องท่องจำตลอดสี่วันที่อยู่ที่นี่มา  (เพราะนั่งรถไฟไปไหนมาไหนตลอด)
แต่จะบอกว่า  มาถึงตอนนี้ก็จำอะไรไม่ได้  จำได้แค่ว่าสายสีฟ้ากับสีส้มมันผ่านไปถึง Kawasaki  กร๊ากกก  นั่งได้แค่นั้นก็ไม่หลงละ
บอก แล้วว่าระบบขนส่งที่นี่เค้าดีจริง  เว้นแต่คนนี่แหล่ะที่พูดอิงริชด้วยแต่ตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่น  (ถ้าฟังญี่ปุ่นออก  แล้วคุณกูจะพูดอิงริชกับคุณทำไมคะ?)
เสียเซลฟ์  หมดความมั่นใจในการใช้ภาษาไปชั่วคราวตั้งแต่มาเหยียบที่นี่  รูปประโยคอะไรที่ครูบาอาจารย์สอนไว้ในห้องเรียน  ขอให้กองไว้ตรงนั้น  ไม่ต้องเอามาใช้ที่นี่นะคะ
จะพูดกับคนญี่ปุ่น  ต้องใช้ศัพท์ง่ายๆ  พื้นฐานที่สุด  ถ้าพื้นๆ แล้วยังไม่เข้าใจ  กรุณาใช้ภาษามือกับเค้า  พยายามอธิบายไปว่าเราต้องการอะไร
ไม่งั้นเราก็จะไม่ได้คำตอบใดๆ เลย  T______T  ลองมาหลายหนแล้ว  จนไม่กล้าพูดกับคนญี่ปุ่นไปเลยอ่ะ  ภาษาใบ้ดีที่สุด

ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการไปไหนมาไหนคนเดียวก็คือการมองป้ายตามทาง  ที่นี่เค้าจะบอกไว้หมดเลยว่าอะไรไปทางไหน  แค่เรามองแล้วไปให้ถูกก็พอ
เช่น ในสถานีรถไฟ  ไม่ต้องกลัวหลงว่าจะต่อรถไฟไม่ถูก  ป้ายเยอะมาก  แยะมาก  คนโง่บ้างอะไรบ้างอย่างอินี่ยังงมไปถูกเลย  ไม่อยากจะอวด !!
เล่าต่อๆ  พอถึงสถานีโตเกียวแล้วเราก็ต้องเดินออกจากสถานีเพื่อจะไปอิมพีเรียลพาเรซ  (ที่เค้าอยากไปจริงจังมาก)
ก็ เดินออกตามทางที่โอไกด์บอกมาว่ามันคือต้องเดินผ่านไปทางขวาเรื่อยๆ จากจุดที่เราโดนตำรวจเรียกตรวจพาสปอร์ตเมื่อวาน  (ยังจำกันได้มั๊ย??)
อินี่จำได้แม่น  เพราะจำได้ว่าเหวอมากตอนโดนเรียก  เห้ยยย  กุทำไรผิดวะ
อ่ะต่อๆ  ก็เดินออกไปตามทางนั่นแหล่ะ  ตามป้ายไปเรื่อยๆ  อ้าว  ไปทางไหนต่อดีล่ะเนี่ย  ก็หยุดอ่าน map ในสถานีรถไฟ
มันจะเขียนว่า  You are here  แล้วมีจุดสีแดงๆ บอกไว้  แล้วนอกนั้นก็จะบอกว่ารอบๆ นั้นมีอะไรสำคัญบ้าง
นี่ไง  เห็นแล้ว  Imperial Palace แล้วไงอะ  จะเดินออกทางไหนดี

ตามป้ายไปอีกครับพี่น้อง  จนไปเจอ map บอก information มันบอกว่า  ถ้าจะไปอิมพีเรียลพาเรซให้ออกประตู Central
คือจากป้ายมันบอกว่าจะไป  บลาๆๆ สักที่ให้ออกประตู south  (ก็เออ กุไม่ออกประตูนั้นละกัน  เพราะไม่ไปที่นั่น)
แล้วมันบอกอีกว่าจะไป  บลาๆๆ สักที่ให้ออกประตู north  (แน่นอน  กุไม่ออกประตูนี้  เพราะไม่ไปที่นี่)
จะออกประตู central อ่ะ  หนายยยอ่ะ  มันอยู่ไหน  เดินวนหามันไปสิ  เกือบครึ่งชม.  ทำไมเดินตลอดแนวยังเจอแค่ป้ายบอกให้ไปเหนือและใต้วะ
ไม่เจอวุ้ย  เอาไงดีวะ  เดินย้อนกลับไปดู map ใหม่  งึมๆๆ  ขึ้นจากใต้ดินให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปงมหาเอาบนนั้นก็ได้วะ  ว่าอยู่ทิศไหน

ตัดสิน ใจเดินออกประตู north แม่มเลยดีกว่า  พอขึ้นมาก็ก้มดูแผนที่ในไกด์บุค  พร้อมกับเดินเลี้ยวซ้ายไปให้เจอถนนที่มองเห็นแค่เอื้อม  เพื่อจะมองหาจุดใหญ่ๆ จะได้สังเกตแผนที่ได้
เจ้ากรรมมากที่หันไปทางซ้าย หลังจากเดินออกมาจากประตูนั้นไม่เท่าไหร่   แม่เจ้า  ป้ายใหญ่มาก  มันเขียนบอกว่านั่นคือประตูทางออก “Central”
ฟายยยยยยยย  แล้วตอนอยู่ใต้ดินทำไมท่านไม่บอกคะว่า  “ถ้าขึ้นมาด้านบนแล้ว  ทุกประตูจะอยู่ห่างกันไม่ถึงห้าเมตร”
หลอก ให้อินี่เดินหาอยู่ได้ครึ่งชม.   เสียเวลามั๊ยเนี่ย  ยิ่งปวดข้อเท้าอยู่  -*-  เออค่ะ  กุโง่เอง กาซิกๆ  เสียค่าโง่ให้คนญี่ปุ่น
ป้ายข้างในก็ไม่เห็นจะมีบอกอ่ะว่าประตู central อยู่ไหน  หรือเพราะเค้ากำลังปรับปรุงสถานีโตเกียวรึเปล่าก็ไม่รู้  ป้ายมันเลยหายไป
สถานี โตเกียวเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่มากเลยอ่ะ  ตัวสถานีเก่าจะให้ความรู้สึกเหมือนไปหัวลำโพงอะไรประมาณนั้น  ตอนนี้เค้ากำลังบูรณะใหม่มั้ง
ถ่ายรูปมาให้ดูด้วย  แต่อาจจะติดพวกอุปกรณ์ก่อสร้างเยอะหน่อยนะ  เค้าเร่งทำกันใหญ่เลย  ไหนๆ ก็เดินผ่านมาละ ก็ถ่ายซะหน่อย

เดิน ออกมาจากสถานีแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้  ทางไหนหว่าที่จะไปอิมพีเรียลพาเรซ  รู้แต่มันต้องมีปาร์คเยอะๆ มองไปลิบๆ เห็นลานกว้างๆ  น่าจะทางนั้น  เลยเดินตรงดิ่งไปเลย
ข้ามถนนมาสามหน  ผ่านตึกสูงลิบหลายตึก  แอบติดใจตึกสีอิฐนี่จังเลย  มองแล้วเหมือนแท่งชอคโกแลต  ยิ่งหิวๆ อยู่  (ยังไม่ได้กินอะไรเลย  ตั้งแต่เช้า)

เดินเข้ามาใกล้ลานกว้างๆ นั้นจนคิดว่ามันน่าจะใช่อิมพีเรียลพาเรซแหล่ะน่า  อะไรในใจลึกๆ มันบอก  แต่ถึงไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร  มันน่าจะมีอะไรให้ถ่ายรูปเล่นเยอะอยู่
ระหว่างทางก็กดๆๆ ไปเรื่อย  สนุกสนานในการถ่ายรูป  เดินไปเจอคูน้ำก่อน  แล้วก็มีปราสาทหลังเล็กๆ แอบไม่เข้ากับเมืองใหญ่
ถ่ายรูปให้เห็นตึกๆ แล้วก็เห็นปราสาทหลังน้อย  ไม่เข้ากันอย่างแรง  แต่มันก็อยู่ด้วยกันได้มานานนมละ
สิ่งที่สังเกตง่ายเวลาเราไม่รู้ว่าอันไหนคือสถานที่ท่องเที่ยววก็คือ  มองหานักท่องเที่ยวไว้  เค้าเดินไปทางไหนก็เดินตามเค้าไป
กร๊า กกกกกก  เล่นง่ายมะ  ก็เดินตามเค้าไป  ไปจนมองเห็นแหล่ะว่ามีทัวร์มุงอะไรอยู่ลิบๆ  นั่นแหล่ะคงใช่  แล้วก็หยิบไกด์บุคมาเทียบดูรูป
อืมมม  ใช่จริงด้วย  ไปถึงแล้วก็หามุมถ่ายรูป  แว้บๆ แช๊ะๆ  ถ่ายไปตามเรื่องราว  อ๊ะๆ มุมนั้นคนยืนถ่ายเยอะเลย  แต่อินี่ไม่ไป  เพราะคนขวางกล้องเยอะ  เกะกะเฟรม  ไม่ถ่าย!!

ตอน ถ่ายรูปอยู่โอก็โทรมาหาพอดี  ถามว่าอยู่ไหนแล้ว  แล้วก็ถามว่าจะไปไหนต่ออะไรงี้  พอดีเจอคนไทยเลยบอกโอว่าแค่นี้ก่อนนะ  จะไปวานให้เค้าถ่ายรูปให้หน่อย  อยากมีรูปอยู่ในกล้องบ้าง ><

ถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็ลากขาเดินกลับไปสถานีรถไฟ  (ไม่อยากบอกเลยว่าเดินไกลมากกกกกก  แดดก็เปรี้ยง  ลมก็แรง  หนาวได้อีก)
ลม แรงมากจริงๆ นะ  เดินอยู่แทบปลิว  เพราะตรงนั้นเป็นลานโล่งกว้างกลางเมืองเลยอ่ะ  ลมมาตลอดเวลา  เสื้อผ้าหน้าผม  กระเซอะกระเซิงได้อีก
ช่างมันเห๊อะ  ปกติก็ไม่ได้ดูดีอยู่ละ  ชิว…

เดินเรื่อยเปื่อย  แวะถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย  เจอน้องห่านก็ถ่ายน้องป้ายเป้ยถ่ายหมด ไม่เว้นแม้แต่ตำรวจจราจร  (ถ่ายมาทำไม??)

กลับมาถึงสถานีก็หิว  ไม่ไหวละ  เลยเข้าร้านเบเกอรี่  แวะซื้อขนมปังไส้กรอกกับนักเกตมากิน  แต่ก็ยังไม่ได้กินนะ  ถือหิ้วไปก่อน  กะจะเอาไปกินตอนเดินเล่นในวัดอาซาคุสะ
จากสถานีโตเกียวเราต้องขึ้นรถสายสีเขียวไปยังสถานี Kanda  แล้วก็นั่งรถไฟใต้ดินสาย Kinza ไปลงที่สถานี Asakusa
บอก ละว่าระบบขนส่งที่นี่ดีเยี่ยม  มองป้ายแล้วหาง่ายโพดๆ แต่ถ้าซวยนั่งรถคันที่ไม่มีจอบอกในรถนะ  ท่านจะฟังภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นได้ยากมาก  ที่นี่ถึงไหนแล้วฟะ
เอาเป็นว่ามาถึงสถานีอาซาคุสะได้อย่างปลอดภัยละกัน  เดินตามป้ายจนเจอทางออกที่ไกด์บุคบอกว่าถ้าไปวัดต้องออกประตูนี้
(แต่ ไกด์บุคมันไม่บอกว่าออกไปแล้วให้เลี้ยวทางไหน)  อินี่เลี้ยวไปเรื่อย  ทั้งๆ ที่เลี้ยวขวาไม่กี่ก้าวก็ถึงวัดแล้วแท้ๆ  แต่มันดันเลี้ยวซ้าย
ก็แหม  คนเค้าเคยชินนี่นา  ก็เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด  เลยเลี้ยวซ้ายแม่มเลย  ไปเจอตึกเบียร์อาซาฮีก่อนเลยดิ่  ก็เลยได้รูปมันมาก่อนซะงั้น

เจอรถอะไรก็ไม่รู้ที่เค้าบอกว่า  suttle bus free  ว่าแต่มันจะพาไปไหนเหรอ??  เห็นฟรีก็อยากขึ้นอยู่
แต่ไม่รู้ว่ามันจะพาไปไหนนี่ดิ่ หน้าตารถดูน่ารักดีอ่ะ  เป็นหมีแพนด้าซะงั้น  หรือมันจะพาไปดูช่วงๆ กับหลินฮุ่ย??

ถ่ายรูปตึกเบียร์อาซาฮี  (มันสวยตรงไหน  มองไปมองมาเหมือนเอาอุนจิไปแปะบนตึก?) ถ่ายรูปเสาไฟที่แอบติดใจตั้งแต่ไปไชน่าทาวน์
แล้วก็แกล้งโง่ถามป้าที่อยู่แถวนั้นว่าวัดเซนโซจิไปทางไหน  ป้าแกน่ารักมาก  มาชี้ๆ ในแผนที่ให้ดูเลยทีเดียว
ปากป้าแกก็พูดไปสิภาษาญี่ปุ่น  มือก็ชี้บอกไปว่าตรงไปทางนั้น  อธิบายใหญ่เลย
อินี่ยิ้มได้อย่างเดียว  อยากตะโกนภาษาไทย  “พอแล้วววววววว  รู้แล้วว่าไปทางไหน  ที่พูดมาก็ฟังไม่ออกอ่ะป้า”

ก่อนเดินไปวัด  ผ่านตู้กดน้ำ  กดโค้กมาไว้กินกับขนมปังดีกว่า  จะได้ไม่คอแห้ง  มาถึงก็ตะลุยถ่ายรูปไปสิ  แวะดูของไปเรื่อย
มอง หาอะไรที่เพื่อนอยากได้ด้วย  งึมงำๆ  ทำไมกุไม่ได้อะไรที่เป็นของกุบ้างเลยว๊า   …  อ้อ  สุดท้ายก็ได้พวงกุญแจ  Japan มา  ชอบอ่ะ  ชอบพวงกุญแจของแต่ละประเทศ
ได้ เครื่องรางที่เพื่อนอยากได้  งืม  จะเอากลองไปห้อยรถ??  มันมีตั้งหลายแบบ  แล้วจะเลือกถูกมั๊ยล่ะเนี่ยชั้น  เอาไปเลือกเอาเองละกันนะเพื่อน
โคมแดงก็ล่อตาล่อใจให้ถ่ายเหลือเกิน  อ่ะถ่าย  กดไปสิ  พอเดินไปถึงด้านในก็เกิดอาการอยากถ่ายกับโคมแดงบ้างละ

มองซ้ายขวาหาเหยื่อมากดกล้องให้  อ๊ะๆ แว้บๆ เห็นเด็กน้อยนักเรียนสองหนุ่มเดินมา  ถือกล้องกันด้วย  เลยวานให้ถ่ายให้
ขอบคุณค่ะที่ถ่ายให้พี่มีรูปอยู่ติดวัดบ้าง  แต่… ถ่ายรูปไม่ใจเลย  เง้อ…

เดิน เข้าไปถ่ายรูปต่ออีกนิดหน่อย  ขึ้นไปด้านบนก็ไปโยนเหรียญแล้วอธิษฐานกับเค้าบ้าง   (ว่าแต่เค้าฟังภาษาไทยที่อธิษฐานไปออกมั๊ยอ่ะ??)

และแล้วก็ได้เวลาไปต่อ  นั่งรถไปสถานี Ueno ต่อ  จะไปเดินเล่นที่สวนอุเอโนะ  แต่ก่อนจะออกจากประตูรถไฟ  ฉุกคิดได้ว่าควรจะโทรถามโอว่าเรียนเสร็จยัง
โอชวนไป Akihabara ไปดูกันดั้ม!!  คำนี้เองที่ล่อตาล่อใจเราอีกละ  เออก็ได้วะคะ  ไปก็ไป…  มันตื่นตาตื่นใจที่สุดก็ตรงนี้แหล่ะ
แล้วก็บอกเค้าว่าเค้าต้องนั่งรถจากอุเอโนะไปอีกสถานีเดียวเท่านั้น  ก็ถึงอากิฮาบาร่า   เค้าก็ฉลาดนะถามน้องโอว่าสถานีเดียวใช่มั๊ย
อ่า … นั่งไปเลยสิ  สายสีเขียว  หนึ่งสถานีตามที่โอบอก… เห้ย  ตอนลงมาเท่านั้นแหล่ะ  สำนึกได้ว่าที่นี่มันไม่ใช่อากิฮาบาร่า  เลยเงยหน้ามองป้ายใหม่
นั่นไง.. อากิฮาบาร่ามันอยู่สถานีถัดไป  แปลว่าต้องนั่งจากอุเอโนะมาสองสถานีต่างหากล่ะโอ!!
แต่ ไม่เป็นไร  เราบอกแล้วว่าระบบขนส่งเค้าดีจริง  เพราะเพิ่งลงจากรถมา  ยังไม่ทันหายงงที่ลงสถานีผิด  รถขบวนต่อไปก็มาซะละ  กร๊าก  ไวไปไหน
ไปถึงก็ไปยืนรอโอสักพักใหญ่  กว่าโอจะตามมา  มันหนาวมากเลยอ่ะโอ  ตอนที่ยืนรอโออ่ะ  ลมกรรโชกแรงโฮกๆ

พอโอมาเราก็ตะลุยๆ เดินลุยในอากิฮาบาร่ากัน  ที่นี่เป็นแหล่งรวมสินค้าอิเลคทรอนิกส์  ไฮเทคมากทุกสิ่งอย่างอ่ะ
ทั้งคอมพิวเตอร์  เกมส์  ของเล่น  เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่าง  ชอบมาก  ไปเดินเลือกกันดั้มกันอยู่นานมาก  แล้วก็ได้มาสองตัว
น้องปีกน้ำเงินกับน้องปีกแดง  เดี๋ยวค่อยกลับไปตั้งชื่อที่บ้าน  กร๊ากกกก  พระมารดาบ่นแน่  แต่ทำไงได้อ่ะแม่  ก็เค้าชอบของเค้านิ
ที่ สำคัญมันถูกกว่าที่ไทยด้วยอ่ะ  ถ้าใครจะซื้อของขวัญวันเกิดให้  เค้าขอเป็นกันดั้มนะ  เป็นแบบที่เค้าเอามาต่อเองด้วยนะ  แบบที่ต่อแล้วเค้าไม่เอา  ><
ที่ล่อตาล่อใจคงไม่พ้นน้องชอปเปอร์ (อีกละ)  เจอมันบ่อยจนชักจะเขวๆ กับมันละ  ไม่เอาๆ อย่าไปสนใจมันมาก
หลัง จากเดินกันจนเมื่อย  โอก็พาไปกินข้าวแกงกระหรี่ที่โอภูมิใจเสนอ  อร่อยอ่ะ  แต่ยังไม่เทพมากนะวันนี้  ข้าวมันเยอะโพด  แต่ก็ถือว่าเค้ากินได้เยอะ  แปลว่าอร่อยจริงจัง
ดูได้จากรูป  มันมาเป็นจานเปลเลยทีเดียว  พูนมาเลยอ่ะ  กินเสร็จก็เดินตากอากาศหนาวเหน็บพากันกลับบ้าน

อ้อ … มีแวะไปร้านสินค้าของเล่นแปลกๆ ด้วยนะ  แล้วเดินขึ้นไปเรื่อยจนถึงด้านบน  ในร้านมีมุมนึงที่แอบเป็น sex shop ด้วย  อย่างฮากับโอเลยอ่ะ
มองหาทางลงกันไม่เจอ  จนโอถามว่า  “นี่เราต้องติดอยู่ชั้นนี้ตลอดกันเลยรึเปล่า”  ม่ายยย  และแล้วเราก็มองหาทางลงเจอ
มัน อยู่…. หน้าร้าน  maid club    …  สังเกตได้ว่าชั้นนี้ควรจะมีแต่ผู้ชายขึ้นมานะ  แต่มีโอกับเค้าหลงขึ้นมากันสองคน  ไม่รู้ว่าหลงหรือตั้งใจขึ้นมากันแน่  กร๊ากก

ได้เวลากลับบ้านละ  ลากสังขารที่ต้องหิ้วกันดั้มสองกล่องใหญ่กลับบ้าน  ตั้งใจจะแวะซื้ออะไรไว้กินตอนเช้า
แต่โทษฐานที่กลับบ้านกันเร็วอ่ะวันนี้  เลยได้แวะร้านขายอาหารทะเลแถวบ้านโอ  ไปหยิบเจ้าสิ่งนี้มา  ปูอัด  !!
มันอร่อยมาก  สด  หวาน  งื้มมม  มีความสุขในการกินปูอัด  กลางคืนก็ทำมาม่ากินกันได้อีก  (เค้าอ้อนโอเองอ่ะว่าหิว  โอก็ไปทำมาให้กิน)
จบไปอีกวัน  ทรมานกับอากาศหนาวๆ  แต่ก็สนุกที่ได้เที่ยวไปวันๆ  นอนพักผ่อนให้เต็มที่  เที่ยวให้เต็มที่  แล้วกลับมาปวดขา
พรุ่งนี้เค้าบอกว่าจะตื่นเก้าโมงครึ่ง  ดูสิว่าจะตื่นได้เป่า??  แพลนพรุ่งนี้ยังไม่มีไรมาก  แต่ตอนเย็นจะไปโอไดบะ!!

Mar 05

1 มี.ค. 52

วันอาทิตย์ที่  1 มีนาแล้วล่ะ  เมื่อคืนก็นัดกันเวลาเดิมคือสิบโมงเช้า  เค้าตื่นมาก่อนเลย  มาอาบน้ำสระผมรอโอ  ไม่ไหวมากมาย  เหม็นหัวตัวเอง
สระทั้งๆ ที่รู้นะว่าวันนี้จะไปกินเนื้อย่างที่ชิบูย่า  อาบน้ำสระผมเสร็จก็มานั่งชิวเชคเมลคุยเอ็มนิดหน่อย  แล้วก็ปลุกโอ
ออกจากบ้านกันประมาณเที่ยงนิดหน่อย  ขนาดว่าเชคอากาศกันแล้วนะ  ว่าวันนี้ฝนไม่ตก  แล้วไปอิมพีเรียลพาเรซจะถ่ายรูปสวยมั๊ยเนี่ย
เดินมาถึงสถานี Kawasaki โอก็ถามว่าวันนี้อยากกินอะไร  พี่ก็บอกว่าอะไรก็ได้  แต่ออยากกินปลาดิบ
จัด ไปเลยโดยโอมาโทริ  พาไปกินซูชิร้านโปรดของโอที่อยู่แถวสถานีนั่นแหล่ะ  ก็จากที่จะเดินเข้าสถานีเพื่อขึ้นรถไปยังสถานีโตเกียว  ก็เดินเลยไปดื้อๆ  เพื่อซูชิ!!
เดินออกจากตัวห้างแล้วข้ามถนนมาไม่ไกลนัก  เลี้ยวขวาเข้าร้านเลย  Standing Shushi bar  ตามชื่อเลยค่ะพี่น้อง  มันต้องยืนกิน!!

แต่ เทพมาก  อร่อยทุกคำที่เข้าปากไป  ไปถึงก็ให้โอสั่งอะไรที่โอจะแนะนำมาเลยดีกว่า  เพราะไม่รู้ว่าจะสั่งอะไรดี  (กลัวสั่งแล้วเค้าเข้าใจจังเลย)
โอก็จัดไป  สั่งมาให้ทานได้เรื่อยๆ  คู่แรกที่มาคือซูชิหน้าปลาอะไรสักอย่าง  มันหวานมากกกก  ไม่มีกลิ่นคาวสักนิด  จิ้มวาซาบิแล้วเอาเข้าปากคำโตๆ จะได้รสชาติมากมาย
ลืมบอกไปว่าตอนเข้ามาก็หาน้ำชากินได้ด้วยการตักผงชา เขียวที่อยู่ตรงกล่องตรงบาร์ซูชิอ่ะแหล่ะ  แล้วกดน้ำร้อนตรงนั้นได้เลย  ชาเขียวอร่อยยยยยเทพอีกละ
อันต่อไปเลย  หน้าหนวดปลาหมึกย่าง  (ย่างกันสดๆ ตรงนั้นเลยทีเดียว  แบบเอาไฟพ่นกันตรงนั้นเลย  ไม่ใช่สุกเว่อร์แบบปลาหมึกย่างบ้านเรานะ)
มีหน้าปลาทูน่าสามสี  (อันนี้อร่อยมากกกกกกกก  เพราะชอบปลาโออยู่ละ)  หมายเหตุว่าปลาทูน่า - ปลาโอ-ปลามากุโร่
ตอน ที่โอสั่งปลาหมึกอ่ะ  เชฟทำผิด  ทำหน้ากุ้งมาให้  แล้วพอโอบอกว่าจริงๆ สั่งปลาหมึกไป  สุดท้ายเลยได้กินหน้ากุ้งฟรี  อร๊ากกกกกก  อร่อย  ฟรี  มีที่ไหน!!  ที่นี่แหล่ะ!!
ตบท้ายด้วยหน้าอโวคาโด  ไม่น่าเชื่อว่ามันเข้ากันได้ด้วยกับไข่ปลาแซลมอนได้เป็นอย่างดี  อร่อย  อิ่ม  เดินแบกพุงน้อยๆ ออกจากร้านกันไป  ระหว่างทางเดินก็ชิวคุยไป  ดูของกันไปเรื่อย  อยากแวะก็แวะ  ไปเรื่อยเปื่อย

แล้วก็ไปถึงสถานี  นั่งรถไปโตเกียว  ไปดูความวุ่นวายของโตเกียวกัน  มาถึงแล้วเปิดดูแผนที่กัน  ว่าจะออกประตูไหนกันดีเพื่อจะไปอิมพีเรียลพาเรซ  ตอนนี้เรามีแพลนสองที่  คือจะไปอิมพีเรียลพาเรซก่อนหรือจะไปแวะร้านมายากลก่อน  สุดท้ายก็จะไปอิมพีเรียลก่อน  เพราะจะได้ไม่ย้อนไปย้อนมา
แต่แล้วก็เกิน เหตุไม่คาดฝันขึ้น  ระหว่างกำลังจดจำเส้นทางไว้เผื่อวันขากลับ  ว่าจะมาซื้อตั๋ว Nex ได้ตรงไหน  แล้วจะเดินไปขึ้นรถที่ไหนอะไรยังไง
ก็ เดินมองๆ  แล้วก็คุยๆ กันไป  ระหว่างที่คุยกัน  ก็มีตำรวจเดินเข้ามาหาเค้า   (ตอนนั้นหน้าเหวอมากอ่ะ งงเพราะเพิ่งหันกลับมาจากดูป้ายทางลง  แล้วกำลังฟังโอบอกอยู่ว่าต้องลงไปทางไหน)
ตำรวจมาพูดๆ ไรสักอย่าง  ที่อินี่ฟังไม่ออกเลย  -*-  แต่ก็เข้าใจล่ะว่าฮีจะขอดูพาสปอร์ต  โอก็ตอบๆ คำถามฮี  แล้วก็เอาบัตรของโอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดู
ระหว่างตำรวจซักๆ โออยู่  เค้าก็ควานหาพาสปอร์ต  ทำไมมันหายากนักวะ  ควานนานละนะเนี่ย  มีตำรวจอีกคนมายืนรออยู่ข้างเค้าด้วยอ่ะ
ไม่ ได้กลัวนะ  แต่ไม่ชอบให้ใครกดดัน  อารามตกใจด้วย  เหวอเลยทีเดียว  แต่ในที่สุดก็ค้นหาพาสปอร์ตให้ฮีดูได้  ก็เรียบร้อย  ไม่มีอะไร  แค่มาขอตรวจดูพาสปอร์ต
เง่อ…  หน้าเราแปลก   ชิส์   แค่เดินเหวอกันอยู่แค่นี้ทำเรียก   ไงล่ะ  พอโดนเรียกแล้วก็เดินเข้าสถานีผิดกันเลย  สุดท้ายเลยไปร้านมายากลก่อน

ขึ้น มาถึงด้านบนก็มองทางเทียบกับแผนที่ร้านมายากลที่โอมีอยู่  มองกันอยู่สิบนาที  แต่ใช้เวลาเดินหาร้านไม่ถึงห้านาที  ก็มันใกล้แค่เนี๊ยะ
น้อง โอตั้งใจจะมาพบนักมายากลที่ดังมากๆ คนนึงในญี่ปุ่น  แต่วันนี้เค้าไม่อยู่  เพิ่งบินไปลาสเวกัสเมื่อวาน  เลยได้พบกับภรรยาเค้าแทน  แล้วสุดท้ายโอก็เสียตังค์ซื้อไพ่มายากลมาเพิ่มอีกจนได้
คุณภรรยา  (ที่หลายๆ คนเข้ามาหาก็เรียกคุณคนนี้ว่ามาม่าซัง)  โชว์กลให้ดูด้วย  เค้าเห็นแล้วยังทึ่ง  ชอบอ่ะ  เก่งจัง  แต่อารมณ์นั้นชื่นชมไม่ได้มาก  แอบปวดท้องเมนส์  เลยนั่งหน้าซีด  รอโอคุยกับเค้าให้เสร็จ
โชว์สุดท้าย คือโชว์ไพ่เปลี่ยนสี  (ที่โอเสียตังค์ซื้อไปน่ะแหล่ะ  ฮี่ๆ)  โอก็คุยๆ  ซักถามอะไรกันไปตามเรื่องราว  ที่เค้าฟังไม่ออก  -*-  แล้วโอก็ขอถ่ายรูปคู่ด้วย  เป็นปลื้มของน้องโอไป  อิอิ

ออกจากร้านมายากล  เราก็เปลี่ยนแพลนไปฮาราจูกุแทนละ  ไปอิมพีเรียลไม่ไหวละ  เนื่องจากเล็งสภาพอารมณ์ที่ฝนตกปอยๆ ลงมาเป็นระยะๆ มันดูจะไม่ปลอดภัยกับกล้องแล้วตัวเราทั้งสอง
เอาเป็นว่าไปฮาราจูกุกันดีกว่า  ไปถึงปุ๊บก็โดนโอลากไปแนะนำร้านเครปชื่อดังปั๊บ  (มันเป็นทัวร์กินจริงจังมากอ่ะโอ  กินอีกแล้ว)
แล้ว ก็เดินชิวถ่ายรูปกันไปเรื่อยเปื่อย  เข้าร้านนั้นแวะร้านนี้  ไปแวะ Kiddy land มา  อร๊ากกกกกกก  จะอร๊ายตายไปเลย  ของเล่นล่อตาล่อใจมาก  แต่ที่โดนใจสุดๆ คือกันดั้มกล่องใหญ่มาก  ราคาเจ็ดพันเยน
จะอาวววววอ่ะ  จะอาววว  แล้วโอก็หลอกล่อต่อว่าห้างแถวบ้านมี  ลดสิบเปอร์เซ็นด้วย  งื่อ  ยังไม่เอาก็ได้
ก่อนจะเดินออกจากร้านก็มีตัวนึงเข้ามานั่งกลางใจ  นั่นคือน้องชอปเปอร์  (นึกไม่ออกล่ะสิ  มันคือน้องกวางน้อยในเรื่องวันพีซ)
มัน น่ารักมากอ่ะ  เอะอะก็ชอปเปอร์เปลี่ยนไป  เอาชอปเปอร์ไปใส่ชุดในเรื่องดาร์กอนบอลงี้  …. เค้าก็บ้าไปเลย  แอบลืมสติชชั่วคราว  กร๊ากกก
สองคนพี่น้องนี่เดินแวะทุกร้านจริงจังมาก อ่ะ  ร้านไหนโออยากพาพี่มิ้นท์ไปเสียตังค์  น้องโอก็พาแวะซะแยะเยอะ  เสียบ้างไม่เสียบ้างตามเรื่องตามราว

แล้ว ก็เดินทะลุถนน  Takechita เพื่อไปขึ้นรถไฟไปชิบูย่า  ตลอดทางเดินของถนนเส้นนี้  ฝนตกปอยๆ  คนเลยไม่พลุกพล่านเท่าไหร่  เจอร้านเสื้อแนวๆ เยอะแยะไปหมด  (ไม่ได้แอ้มเงินอินี่แน่นอน  เพราะมันใส่ไปทำงานไม่ได้  กร๊าก)
ชอบเสื้ออยู่ตัวนึง  ซิปเยอะแยะไปหมด  แอบถ่ายรูปมาให้ดูกันด้วย  หาเอาเองนะว่าตัวไหน  -*-

ขึ้น รถไฟมาถึงชิบูย่า   พอออกจากสถานีก็เจอนี่เลย  L change the world  ย๊างงง  แค่ฮีมาถ่ายโฆษณามือถือ  เลยมีโปสเตอร์เยอะแยะไปหมดแค่นั้นเอง
คน เยอะเน๊อะ  แต่โอบอกว่าถ้าฝนไม่ตกคนจะเยอะกว่านี้อีก  ขนาดคนเยอะอินี่ยังเดินไปถ่ายรูปไป  555  ไม่ได้สนใจใคร  ฝนก็ตก  ไม่ได้ห่วงกล้องเร๊ย
ก่อนข้ามถนนก็เจอผู้ชายคนนึงยืนแจกกระดาษทิชชูโฆษณาคลับ  (ประมาณนั้น)  แต่เหมือนคลับนี้จะบริการแต่ผู้ชาย
เพราะ มันมีรูปผู้หญิงบนซองกระดาษทิชชู  ที่สำคัญคือ  เค้ายัดใส่มือโอเหอะ!!  สองแพ็ค  แปลว่าเผื่ออินี่ด้วยอีกคน  กร๊ากกก  คนแจกเค้าคิดอะไรอยู่  จริงๆ แล้ว  target คลับนี้มันต้องผู้ชายไม่ใช่เหรอ??

เดินมาอีกหน่อยผ่านดิสนีส์สโตร์  แวะซะหน่อย  ได้ของฝากแมวเหมียวแร๊ะ  พอใจไปต่อไป  แต่สติชที่นี่ยั่วตายั่วใจอีกละ  ไม่ไหวๆ  ขืนอยู่ญี่ปุ่นนานๆ  ต้องได้เสียกับมันแน่ๆ เลยสติชเนี่ย
ไม่เอาๆ หิวแร๊ะ  ตกลงเราจะไปกินเนื้อย่างกันละนะ  ก็ร้านที่โอทำงานนั่นแหล่ะ  แต่วันนี้โอพาเค้ามาด้วย  โอเลยมาเป็นลูกค้า
ร้านอยู่ ชั้น 7 ณ ตึกแห่งนึงในชิบูย่า  ถัดจากดิสนีสโตร์ไปไม่สองตึกมั้ง  วันนี้โอจองคอร์สไว้ตกราคาค่าหัว  คนละ  3,500 เยน  (คิดเป็นเงินไทยก็คนละพันเศษๆ)  แต่ขอบอกว่ากินกันยังกับคนละสามพันห้าร้อยบาท

มันเยอะมาก  แยะมาก  อร่อยมาก  เทพมาก  ของดีไปไหนที่เอามาเสริฟ  เนื้ออย่างดี  เนื้อหมูอย่างดี  กุ้ง
เริ่ม ด้วยเอาน้ำจิ้มมาเสริฟ  มีหลุมๆ  สามหลุม  ใส่พริกเกลือหลุมนึง  หลุมกลางซอสเปรี้ยว  หลุมสุดท้ายซอสอะไรสักอย่างที่ไว้กินกับเนื้อ
แล้ว ก็เสริฟผักสลัดต่อ   พนักงานแวะเข้ามาคุยกับโอเป็นระยะๆ  (ซึ่งอินี่ก็ฟังไม่ออกอีกแหล่ะว่าเค้าคุยไรกัน  ได้แต่ถามโอบ้างบางครั้งบางคราว)
จานแรกมาแว้ววว   มันคือเนื้อหมูที่นุ่มเทพ  ลิ้นวัวที่อร่อยโฮก  กุ้งที่สดเว่อร์ๆ  กรอบหวานเลยทีเดียว  จานที่สองมาด้วยเนื้อวัวอย่างดี  เสริฟมากันเต็มที่เลย  (คอร์สนี้มันมีกี่จานวะคะโอ?  ลืมถาม)
ตัวเล็กๆ กินกันสองคนเหอะ  แต่ก็กินกันเรื่อยเปื่อยมาก  และแล้วโอก็หันไปเจอพี่เชฟที่เป็นคนไทย  สวัสดีกันไป  แล้วพี่เค้าก็เดินมาทักทายที่โต๊ะ  แล้วยกมาเสริฟเพิ่มอีกจาน  (ซึ่งมันเป็นของแถมจากเชฟ  แถมได้แพงมากอ่ะพี่  อร่อยโคตร)

โอบอก ว่าจานที่พี่เค้ายกมาให้  ราคาน่าจะประมาณสามพันกว่าเยน  ปลื้ม  ได้กินของดีแถมฟรีอีกจาน  กินไปเรื่อย  ของที่มาตามคอร์สก็ทยอยมาเรื่อย
อะไร นี่!!  เชฟยกอะไรมาแถมอีกแล้ว  มันคือหัวใจ  กับไส้อ่อน  อร่อยอ่ะ  >< ไม่ไหวแร๊ะ  อร่อยทุกจานแม้หัวใจจะแข็งไปนิด  (สนนราคาจานนี้อีกสองพันกว่า)
กลัวอย่างเดียวคือกระเพาะข้าพเจ้าเล็ก  กลัวกินได้ไม่หมด  ต้องขอพักเป็นระยะ
เค้า  “เมื่อกี้พี่บอกขอพัก  แต่พี่ยังไม่วางตะเกียบเลยโอ
โอ “จริงด้วยพี่”
โอ ถามว่าชอบกินโมจิย่างรึเปล่า  เค้าก็ลองกินดูเลย  ปรากฏว่าอร่อยมาก  ให้ลองๆ  มาลองกันเลยที่ชิบูย่า  โตเกียว  เจแปน  ให้ไวเลยนะพี่น้องทุกคน
กินกันไปอีกแป๊บ  เชฟก็มาถามอีกละว่าชอบไอติมมั๊ย  (ได้ไอติมฟรีอีกแล้วท่าน)
ตอนพนักงาน เอาไอติมมาเสริฟนี่ดิ่  พนักงานอีกคนเอาข้าวอะไรสักอย่างที่รู้มาจากโอว่ามันเรียกว่า  (บีบีมบับ)  มันคือข้าวยำเกาหลีนั่นเอง  ที่เอามาเสริฟเพิ่มเป็นจานสุดท้าย  (ของแถมเยอะจริงนะร้านนี้  เฉพาะที่มากับพนักงานโอ)  อร่อยยยยยย ไม่ไหวละ
อิ่มกันพุงจะแตก  น้องโอกับพี่มิ้นท์กินกันไปเจ็ดพันกว่าเยน  แต่ของที่มาเสริฟสนนราคาไปหมื่นกว่าๆ อิ่มเกินคุ้ม

แล้ว เราก็ไม่หยุดการเดินชอปปิ้งกันเพียงแค่นั้น  แค่อิ่มมันจิ๊บๆ  ยังเดินกันได้อีก  ก็ยังเดินเข้าร้านซีดี  ออกร้านหนังสือ  ร้านเสื้อผ้าไปเรื่อยเปื่อย
มีแวะถ่ายรูปสติ๊กเกอร์กันด้วยนะ  ไฮโซมาก  ถ่ายปุ๊บมีส่งเข้ามือถือกันได้ด้วย  ไว้จะกลับไปแสกนให้ดูนะ  แต่แอบถ่ายมาให้ดูนิดหน่อย
เดิน ผ่านร้านนึง  โอภูมิใจเสนอมากมายอ่ะ  Condom mania  กร๊ากกกกกกกกก  ถุงยางหราเต็มร้านเลย  แอบยืนส่องไปด้านใน  โหยยยยมีหลากหลายแบบด้วย  (เค้าแอบเห็นที่เป็นหนามทุเรียนด้วย  แค่คิดก็สยอง  กล้าลองกันไปได้)

จนมาหยุดที่ร้านสุดท้ายนี่สิ  ทำให้เค้าเสียตังค์มากมายมหาศาลเลย  ได้ทั้งรองเท้าทั้งนาฬิกาเป็นของฝากจากชิบูย่า  จะบ้าตาย  ซื้อจนได้!!
ตอนมาถึงสถานี Kawasaki หนนี้โอพาเดินออกมาอีกทาง  ก็ผ่านลานกว้างตรงห้างหรูที่ขายโคตรแบรนด์เนม  ก้มมองดูตรงทางเดิน
ไอ๊หย๋า มันน่าทึ่งมาก  ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาช้อนกับส้อมเยอะแยะมากมายไปใส่ไว้ใต้ทางเดิน  แล้วเอาไฟส่องได้อีก  ไอเดียสุดยอด  (ดูได้จากรูปที่ถ่ายมาฝาก)
กลับ มาห้องด้วยความอ่อนเพลีย  แต่ยังมีกะใจมานั่งอัพรีวิวให้พี่น้องได้อ่านกัน  พรุ่งนี้จะไปวัดอาซาคุสะ  นัดกันเร๊ยยย  เก้าโมงเช้า  (ดูดิ๊ว่ามันจะตื่นกันกี่โมง!!)

jewella030100 jewella0301