3 มีนา 52
เข้าสู่เช้าที่ 5 ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาเจออากาศแปรปรวนที่ญี่ปุ่น (วันนี้วันที่ 3 มีนาคม) ง่วงมาก เมื่อวานเราบอกว่าเราจะตื่นกี่โมงไม่รู้ (แอบลืม)
อ๋อ บอกไว้ว่าจะตื่นเก้าโมงครึ่ง.. งึมงำมากมาย ก็ตื่นนะ แต่ตื่นสายกว่าเดิม นอนกลิ้งไปกลิ้งมา อากาศมันน่านอนอ่ะ
วันนี้โอมีสอบตอนบ่ายโมง แต่จะเลิกสอบตอนบ่ายสามโมงได้ ก็เลยกะว่าจะไปอุเอโนะ ไปเดินเล่นฆ่าเวลารอไปโอไดบะกัน
โอไดบะคือเมืองสร้างใหม่ สร้างด้วยการนำขยะมาถมทะเล ให้มันเป็นอีกแผ่นดินนึง แล้วสร้างสะพานเชื่อมต่อกับตัวเมือง
(สะพานมันมีชื่อด้วยนะเอ้อ พระราม 9 นั่นเอง เย้ยย ไม่ใช่ เค้าเรียกว่า “เรนโบว์บริด” ตะหาก)
น้อง โอออกไปสอบได้สักพักละ แต่อิคนพี่ยังเอ้อละเหยอยู่ในห้อง อัพรีวิวในบอร์ดเป้เอย หาอะไรกินเอย ก่อนจะออกจากบ้านราวเที่ยงกว่า (สติวเที่ยวเที่ยงวันยันเที่ยงคืน)
วันนี้ลีลาลากเท้าออกจากห้องน้องโอ มากค่ะ เก็บภาพเส้นทางที่จะไปสถานีรถไฟมาฝาก เส้นทางมาห้องพักโอไม่วุ่นวายมาก แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวก (ท้อง) เยอะแยะมากมาย
ตลอดสองข้างทางมีทั้งร้านสะดวกซื้อ ร้านขายเนื้อ ขายอาหารทะเล ขายผักผลไม้ มีกระทั่งร้านขายดอกไม้อ่ะ!!

เดินจนออกมาเจอถนนใหญ่ก็แค่ข้ามถนนใหญ่ไปก็จะเจอห้าง Lazona เพื่อที่จะเดินทะลุห้างเข้าไปสถานีรถไฟ Kawasaki
ระหว่างทางเดินไปก็แอบเห็นหนุ่มน้อยเจแปนนิสคนนึง กำลังเงยหน้ามองอะไรอยู่ก็ไม่รู้ แต่มองนานละ เลยอดไม่ได้ที่จะแคนดิชมาให้ดูด้วย

เหมือน รีเทปกลับไปที่เดิมยังไงไม่รู้ วันนี้ต้องนั่งรถไปสถานีโตเกียวอีกแร๊ะ ไปถึงก็สองจิตสองใจ อยากไปถ่ายรูปเก็บตกรูปปั้นอะไรสักอย่างที่อยู่ก่อนทางเข้าอิมพีเรียลพาเรซ
แต่มองดูสภาพอากาศแล้ว ไม่เอาดีกว่า ออกจากสถานีก็เปลืองค่าโดยสารเปล่าๆ เดินไกลอีกต่างหาก (จริงๆ วันนี้ขี้เกียจเทพ)
จาก สถานีโตเกียวก็นั่งรถไฟสายสีเขียวรอบเมือง (จนถึงวันนี้ก็จำชื่อมันไม่ได้สักทีว่าชื่อสายอะไร จำได้แต่สายสีเขียว สายสีส้ม สีฟ้า บลาๆๆ ชื่อนั้นอย่าได้ฝันว่าอินี่จะจำ)
ขึ้นมาอยู่บนรถแล้วก็เพิ่งนึกได้ว่า กุยังไม่ได้อ่านไกด์บุคเลยนี่หว่าว่าสายสีเขียวมันไปถึงอุเอโนะรึเปล่า? มั่วขึ้นมานั่งแล้ว
เดชะ บุญที่เงยหน้ามองตรงประตูทางออก JR สายนี้เทพที่ซู๊ดด เพราะมันมีภาษาอังกฤษบอกกำกับ แถมบอกอีกนะว่ารถสายนี้วิ่งผ่านสถานีไหนบ้าง แล้วตอนนี้กำลังจะไปสถานีไหน ตอนนี้อยู่ที่สถานีอะไร
นั่นแน่ะ ตอนนี้อยู่สถานีโตเกียว เรากำลังจะไปสถานีคันดะ อันนี้ไม่สนใจละ เพราะกวาดสายตาเจอสถานีอุเอโนะแล้ว เรื่องอื่นช่างมัน แค่รอเวลาถึงสถานีเป็นใช้ได้
ไม่นานเกินรอ เค้าก็มาถึงสถานีอุเอโนะ มาแบบมั่วๆ แค่อยากจะมาเดินเล่นในสวนอุเอโนะแค่นั้นแหล่ะ มันง่ายเกินไปมั๊ย เที่ยวแบบไม่ได้แพลน อยากไปไหนก็ปายยย
ก่อนจะเดิน ออกจากประตูสถานี กรุณามองป้ายกันให้ดีก่อนนะคะว่าท่านออกมาถูกทิศรึเปล่า อินี่ก็มองหา (อะไรก็ไม่รู้ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน)
สายตาก็ดีจัด (จัดว่าแย่) แต่ก็นะ โชคช่วยที่ป้ายตรงหน้ามันบอกว่า Ueno park exit …. เย้ ในที่สุดสวรรค์ก็มีตา รีบเดินออกไปเลยสิ อย่าช้า…
เดินไปใจก็คิดไปว่าออกไปแล้วกุจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาดีวะหนนี้ งึมงำๆ ขี้เกียจเอาไกด์บุคมาดูแผนที่ ไปมองหาเอาดาบหน้าละกัน
1 2 3 4 5 6… ไม่ถึงสิบก้าวดี เอิ่มมม เอางี้กันเลยเหรอ ตรงหน้านั่นก็สวนอุเอโนะละ ไม่ต้องเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวาให้วุ่นวาย
แค่ ข้ามทางม้าลายเล็กๆ ถนนบ้าอะไรแคบๆ ข้ามสี่ห้าก้าวก็ถึงอีกฝั่งละ … ตกลงว่าเค้าจงใจสร้างสถานีรถไฟให้อยู่ข้างหน้าสวนอุเอโนะใช่มั๊ย?? สะดวกแก่การท่องเที่ยวมากมายอ่ะ
เดินข้ามฝั่งมาถึงฝั่งที่เป็นปาร์คละ หันหลังกลับไปก็เห็นสถานีรถไฟให้อุ่นใจอยู่แค่นี้
เอ้อ… ให้กุหลงทางบ้างก็ได้นะคะ อุตส่าห์มาในที่ที่ไม่เคยรู้จักมักจี่หนทางเลย สถานที่ท่องเที่ยวก็หาง่ายเกิ๊น
แอบ ไปหยุดอ่าน map for information งึมๆ ไอ้ที่เขียนไว้เนี่ย เค้าไม่รู้จักสักอย่างเลย อะไรว๊า มีแต่พิพิธภัณฑ์ ช่างๆ มันเหอะ เอาเป็นว่าเดินเล่นรอบๆ นี้ละกัน
เริ่มต้นหันขวาเดินเลาะตึกอะไรก็ไม่รู้ ที่คาดว่าจะเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มันเยอะแยะมากมายแถบนี้
เห็นมีคุณตาจูงน้องม๋าสามตัวมาเดินเล่นในสวนด้วย มันน่ารักมาก มีตัวนึงไม่ยอมเดินอยู่ในตะกร้าให้คุณตาลากๆ
วันนี้ อารมณ์แลดูจะเรื่อยเปื่อยกับการเดินเที่ยวมาก ก็เดินลากขาไปเรื่อย มีเด็กๆ วิ่งผ่านมาเป็นขบวน นำโดยคุณครู คาดว่าจะมาทัศนศึกษา
แต่นะ น้องอนุบาลคะ เล่นจูงมือกันเป็นคู่ๆ ชายหญิงเลย T_______T เค้าอิจฉาเด็ก ดูสิ บางคนเดินมาก็หัวเราะกระซิบกระซาบกันด้วย อย่าให้มีบ้างละกัน ชิส์!

เดิน ลึกเข้าไปอีกทางก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแนวตะวันตก (แปลเป็นไทยให้เค้าเสร็จสรรพ) รูปปั้นแนวกรีกโบราณก็เยอะอยู่นะ ถ่ายมาแต่ด้านนอก ไม่ได้เข้าไปด้านใน แลดูจะเสียเวลาในการเข้าไป

ก็ เดินเลาะไปอีกทาง เจอกับ National museum of nature and science ที่มันแปลกคือฝั่งนึงมีหัวรถจักร (วิทยาศาสตร์) อีกฝั่งเป็นรูปปั้นปลาวาฬใหญ่เบ้อเร่อ (ธรรมชาติ) ดูเข้ากั๊นเข้ากันอ่ะ กร๊ากกกกก
ก็ถ่ายรูปมันมาให้ดู ทางเดินลงไปด้านล่างก็แปลกดี แต่ก็ไม่ได้เข้าไปอีกน่ะแหล่ะ

เดิน เลาะออกไปด้านนอก รั้วนิดหน่อยก็เจอกับตึกอะไรก็ไม่รู้ แลดูยิ่งใหญ่ดี อืมๆ ส่องๆ ถ่ายรูปไว้ แต่ไม่ข้ามไปดูมันหรอกนะ มันอยู่อีกฝั่ง
ก็ เดินจนไปยืนอยู่ตรงกลางประตูที่พอจะมองไปเห็นฝั่งนั้นชัด จึงได้อ๋อว่ามันคือ Tokyo National Museum งืมมม ถึงว่าแถวนี้จึงมีเด็กๆ มาเดินให้รึ่ม มันมีพิพิธภัณฑ์เยอะยังงี้นี่เอง
อ่ะเก็บภาพมาฝาก มันอยู่ใกล้สวนแค่เอื้อมมือถึงเองนะเอ้อ สรุปว่าถ้ามาที่นี่ก็ใช้เวลาได้ทั้งวัน (แต่อินี่จะเดินชิว ฉะนั้นจะใช้เวลาไม่นาน)

เดินกลับเข้ามาในปาร์คกันดีกว่า แอบมองเห็นคนกลุ่มใหญ่ๆ อายุอานามคงเกินห้าสิบหรือหกสิบกันหมดแล้ว ยืนต่อแถวรับชามอะไรสักอย่างมายืนกินกัน
แล้วใกล้ๆ นั้นก็มีคนเล่นดนตรีอยู่สองคนให้คนกลุ่มนั้นฟัง ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคืออะไร แต่ไม่ได้เดินเข้าไปดูใกล้ๆ เพราะรู้สึกว่าตัวเองจะไม่เข้าพวกกับเค้า (เดี๋ยวโดนไล่ตะเพิด ยืนดูไกลๆ ดีกว่า) ระหว่างที่ยืนอยู่ไกลๆ ก็เห็นน้องเหมียวตัวนี้เข้า เลยย่องเข้าไปถ่ายรูป
เห็นมันนิ่งๆ เลยเดินเข้าไปลูบหัวมัน … ผลเป็นไงน่ะเหรอ เกือบโดนมันข่วนหน้าอ่ะดิ่ ดีนะที่หนีออกมาทัน -*-

ไม่เอาแร๊ะแมว เดินชิวไปถ่ายรูปน้ำพุต่อดีกว่า เป็นน้ำพุที่อยู่กลางลานตรงข้ามกับพิพิธภันฑ์แห่งชาติโตเกียวนั่นเอง
บริเวณนั้นก็จะมีนกพิราบ (ที่ไม่ใช่ผักกาดกระป๋องอ่ะพี่น้อง) แยะเยอะมาก บินไปบินมา ไอ้ตัวที่บินอย่าหวังว่าอินี่จะถ่ายได้
ก็ได้มาแต่ไอ้ตัวที่มันคงจะหนาวแล้วยืนนิ่งๆ ที่พื้นนี่แหล่ะ กร๊ากกกก

หลังจากเดินเห็นต้นไม้โกร๋นๆ มาเพียบ ในที่สุด กาในฝูงหงส์ก็มีจริง ข้าวนอกนาของแท้เลยนะเนี่ย
เจอแว้วววววว มันมีซากุระที่นอกคอกบานให้ดูก่อนเวลาอันควรด้วย อร๊ากกกกกกก รีบถ่ายเลย เดี๋ยวมันล่วงลงทันทีที่เดินไปถึง
อ่ะกดไป หลายๆ รูป ให้หายอยาก แล้วก็เดินจากไปด้านในกันดีกว่า

เดินไปตามทางด้านในก็จะมีทางแยะเข้าสวนสัตว์อุเอโนะ (ม่ายยยยอาว เค้าไม่ปลื้ม วันนี้ไม่เข้าเพราะที่นี่ไม่มีน้องโลมา)
ลัดเลาะไปอีกทางก็เจอรูปปั้น อะไรหว่า เรียกตำแหน่งไม่ถูกเลยที่เดียว ขอทับศัพท์อิงริชละกันนะ
Prince Komatsu No Miya Akihito อยู่ก่อนที่จะเลี้ยวไปตรงสวนที่มีต้นซากุระสองข้างทางในอุเอโนะนั่นแหล่ะ
ถึง มันจะยังไม่บาน แต่ก็อยากไปเดินชิวนะ จริงๆ เค้าไม่ได้บ้าเดินคนเดียวนะ ก็เห็นมีผู้คนมากมายมาเดินในสวนทั้งๆ ที่ไม่มีซากุระบานนี่แหล่ะ

มัน ก็อากาศดีล่ะ ถ้าฝนไม่ตกมาปอยๆ T_______T ตกอีกแร๊ะ เป็นละอองมาเชียว เดินไปจนเกือบจะสุดทาง เกือบออกไปถนนใหญ่ละ ก็เจอต้นซากุระนอกคอกอีกสองสามต้น ที่ออกดอกปะปราย ไม่สะพรั่ง แต่ก็ดูดีกว่าโกร๋นๆ นะเอ้อ
เป็นไงล่ะ ขนาดน้องเหมียวยังชิวมานั่งกินอาหารใต้ต้นซากุระเลย 5555555


โอโทรมาพอดี หลังจากเดินชิวจะย้อนกลับมาที่สถานีรถไฟ สรุปว่านัดเจอกันที่สถานีอุเอโนะก่อน เพราะโอจะพามาเดินตลาดแปลกๆ แถวนี้
เค้า ก็ยืนรอโออยู่พักนึง พอน้องโอมาถึงก็หันซ้ายหันขวากันว่าจะไปทางไหน แล้วก็เดินตามโอไปต้อยๆ ไปไหนก็ไป คือถ้าเมื่อไหร่เดินพ้นสถานีแล้วจะเข้าตลาด อินี่หลงแน่ๆ ถ้าไม่ตามโอ
ก่อนไปตลาดโอพาไปแวะร้านขายของเล่น (อีกแล้ว) ตื่นตาตื่นใจอีกเช่นเคย ทำให้อยากได้กันดั้ม 1/60 ขึ้นมาเลยทีเดียว ตัวใหญ่มากกก

ออกจากร้านของเล่นก็เดินเข้าเส้นทางที่เป็นตลาด น้องโอภูมิใจเสนอ “เมล่อนญี่ปุ่น” แบบเสียบไม้ด้วยนะเอ้อ สะดวกกินเลยทีเดียว
แต่ โอบอกว่าวันนี้มันไม่ค่อยหวานแฮะ ไม่เป็นไร เอาไว้หนหน้าพี่มาลองใหม่ แต่ไม่รู้นะว่าอีกกี่ปีจะได้มาอีก หรืออาจะไม่ได้มาอีกแล้ว ฮี่ๆ
เดินเจอตู้คีบตุ๊กตาทีไรโอก็จะหยุดแวะทุกที ตู้ไหนมีความน่าจะเป็นที่จะคีบได้ โอก็จะลอง สนุกน้องโอล่ะนั่น
ตลาด ที่นี่แปลกจริงจังค่ะพี่น้อง เพราะฟากซ้ายขายกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า ส่วนฟากขวา ขายของกินตั้งแต่ที่ห่อเป็นแพ็ค หรือของสดเช่นกุ้ง หอย ปู ปลา เง้อ… มันเข้ากันตรงไหน
ให้อารมณ์สะพานปลา + ไนท์บาซ่ายังไงยังงั้น (ดูรูปประกอบ แนะนำให้ดูรูปสุดท้าย ก้ามปูใหญ่โฮกๆ อยากกินนนน)

แล้วโอก็หิวแร๊ะ แวะซื้อเคบับ เดินกินกันไปจนถึงสถานีรถไฟเพื่อไปสถานีต่อไปคือชิมบาชิ เพื่อต่อรถ sea side line ไปโอไดบะ เย้!!
อยากไปถ่ายรูปชิงช้ายักษ์ เอาแบบมีไฟติดๆ ไม่เอาแบบคอสโมที่มันหวงไฟไม่ยอมเปิดตอนสามทุ่ม (ยังไม่เลิกเคืองมัน)

รถไฟที่ไม่มีคนขับอีกแล้ว สองพี่น้องพากันไปนั่งด้านหน้าเลยสิ จะได้เห็นวิวก่อนชาวบ้านชาวเมืองเค้า
อุ๊ย คันนี้ไม่มีที่กั้นตรงที่นั่งคนขับ แอบถามโอว่านั่งได้ป่ะ?? โอก็ไม่ค่อยแน่ใจ เราสองคนเลยไปนั่งอีกที่นึง
แล้วก็มีผู้หญิงคนนึงเดินมาเฉลยให้เรารู้ด้วยการเดินไปนั่งเฉย ณ ที่คนขับ (แปลว่ามันนั่งได้อ่ะดิ่ )
ช้าไปแล้วอ่ะโอ เราสองคนพลาด ต้องเสียสละที่นั่งนั้นให้กับหนุ่มสาวคู่นึงไปแทน T________T ไม่เป็นไร นั่งนี่ก็ได้
ก็ถ่ายรูปได้อยู่นะเอ้อ กดถ่ายมาเรื่อยอ่ะตามทาง ระหว่างทางแอบเห็นโตเกียวทาวเวอร์แว้บไปแว้บมา เลยกดมาฝาก

รถ วิ่งไปเรื่อยจนเห็นอ่าวละ งื้อ … มีท่าเรือด้วย เรือยอร์ชเพียบเลย ชอบๆ เริ่มเห็นสะพานข้ามไปฝั่งโน้นตั้งแต่รถไฟวิ่งเรียบอ่าวมาอ่ะ
เห็น สะพานแว้บ แล้วรถก็วิ่งเลยสะพาน… อ้าวเห้ย แล้วเราจะไปลงไหนอ่ะโอ … โอก็งงค่ะ แล้วก็เริ่มหายงงกันเมื่อรถไฟมันตีโค้งกลับมาวิ่งรอดใต้สะพาน

ไฮโซมากกกก รถไฟวิ่งใต้สะพาน วิ่งคู่ไปกับรถบรรทุกเลยทีเดียว ซึ่งด้านบนสะพานก็จะมีรถทั่วไปวิ่งใช้งานอยู่
แอบถ่ายตึกฝั่งโอไดบะมาฝาก งื้อ อยากมีรูปอยู่ในกล้องบ้าง เลยให้โอกดมาให้รูปนึง กร๊ากกก
ตึกสวยใช้ได้ แต่ฝนตก จะได้ถ่ายรูปสะพานมั๊ยเนี่ย สภาพอากาศไม่เคยเอื้ออำนวยเลยให้ตายสิ

รถวิ่งผ่านชิงช้าไปอีกละ กดไม่ทัน ถึงทันมันคงไม่สวย เพราะรถวิ่งอยู่อ่ะ ไม่เป็นไร ฝนหยุดแล้วเราจะไปถ่ายรูปมันกัน
เดินออกจากสถานีกันก็ตรงดิ่งกันไปที่ Joypolis สวนสนุกของ SEGA รู้จักกันป่ะ มันคือค่ายเกมส์ของญี่ปุ่น
คนเล่นเกมส์ต้องรู้จักมันไม่มากก็น้อยอ่ะ
ก่อนจะข้ามถนนก็เจอกับ Shell museum … เอิ่ม มันมีไว้ทำไรอ่ะคะ ?? ปิโตร museum เหรอ …

สวน สนุกนี้..โอก็ไม่เคยมา เค้าก็ยิ่งไม่เคยมา เอาวะคะ งมๆ กันไป ก็ซื้อบัตรผ่านเข้าไปข้างในกัน ตื่นตาตื่นใจกับของเล่นกันมากค่ะ ไฮโซมาก เมืองไทยทำไมไม่มีอะไรแบบนี้บ้างคะ
รถแข่งนี่เอารถจริงๆ มาให้นั่งกันเลยทีเดียว รถหมุนตามจังหวะที่บังคับรถด้วย เริ่ดไปไหน
ไอ้ที่เริ่ดกว่าคือตู้คีบตุ๊กตา ที่โอเก่งมาก กวาดมาให้เค้าเยอะมากอ่ะ >< ปลื้มน้องโอ ขอบคุณค่ะ ชอบมากเลยสติช
เดินผ่านเวทีด้านหน้าก็งงกับเวทีที่ทำไว้เหมือนจะมีนักร้องมาแจกลายเซ็นต์ประมาณนั้น ชื่อวง Pure boys ใครวะ ไม่รู้จัก -*-
บอย แบนด์ญี่ปุ่นที่ให้ความรู้สึกเหมือนเกาหลีมากๆ เหมือน Shinwa + SS501 ประมาณนั้นอ่ะ แต่ใส่ชุดขาว แถมสีที่ใช้ก็เป็นโทนชมพู หัวใจชมพู แอร๊ย อะไรกันนี่…
พยายามจะไม่สนใจบอยแบนด์กลุ่มนี้ แต่เดินไปจุดไหนก็ต้องมีรูปเดิมให้ดูทุกที่เลย เริ่มจะหลอนกันล่ะค่ะ
สวนสนุกที่เหมือนไม่ใหญ่ แต่มีของเล่นจุใจมากอ่ะ มีที่อยากลองกันอยู่หลายสิ่ง แต่ที่เค้าอยากลองคือสิ่งนี้ในรูป
มันจะเหมือนสโนว์บอร์ด คือเหวี่ยงซ้ายแล้วไปขวา แต่จะไปเป็นคู่ๆ มองตากันเข้าไปสิ ถ้ามากับแฟนก็เจ๋งเลย…

อีกอย่างไม่ได้ถ่ายรูปมาอ่ะ ลักษณะจะเหมือนรถไฟเหาะบวก space mountain ที่ดรีมเวิร์ล แต่จะนั่งกันสองคน หมุนๆๆ แล้ววิ่งไปตามราง
แต่ก็ไม่ได้ลองเล่นนะ เพราะจุดมุ่งหมายเราอยู่ชั้นถัดไป มันคือบ้านผีสิงแบบญี่ปุ่น (เง่อ… โออยากเล่น)
ไป ต่อแถวเข้าคิวรอเข้าบ้านผีสิงกันเลยสิ แล้วไง โชคดีมั๊ยเนี่ย ได้อยู่หน้าสุดกันเลยทีเดียว หลังจากเค้าตัดรอบมาที่ด้านหน้าเราพอดี
ยืนใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ อยู่พัก จะยังไงล่ะเนี่ย เข้าไปจะเจออะไรหลอนบ้างล่ะเนี่ย โอก็ไม่รู้ว่าข้างในมันคืออะไร
แต่ด้วยความที่พนักงานเค้ารู้ว่าเราเป็นชาวต่างชาติ เลยเอาคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษคร่าวๆ มาให้เราอ่าน
คร่าวๆ คือบ้านผีสิงนี้จะเป็นตำนานของตุ๊กตาอะไรสักอย่างที่มีวิญญาณสิงอยู่ อะไรทำนองนั้นอ่ะ อ่านไม่ทัน โอรีบคืนเค้าไป
แต่โอบอกว่าไม่มีอะไรหรอก แล้วพี่จะกลัวมั๊ยอ่ะ … ฟังก็ไม่ออกว่าเค้าจะหลอกอะไรพี่ เง้อ…
ทำใจกล้าเดินเข้าไปข้างใน (คนแรกกันเลยทีเดียว) ไปยืนด้านในเค้าก็จะมีพนักงานมายืนเล่าอะไรสักอย่างที่ฟังไม่ออก
แต่โอบอกว่าน่ากลัว (ด้วยน้ำเสียงคนเล่าด้วย)
พอเปิดประตูปุ๊บ โอก็บอกว่า “เค้าให้เดินจับราวไปเรื่อยๆ” อ้าวเห้ย.. โอฟังออก แต่ทำไมให้พี่อยู่หน้าสุดอ่ะ ม่ายยย
ในใจปฏิเสธไป แต่ด้วยความที่เป็นพี่ ก๊ะด๊ะๆ เค้าเดินไปก่อนก็ได้
แต่บอกไว้ก่อนเลยนะ มืดขนาดนี้ถ้าคลำไปเรื่อยๆ แล้วเจออะไรขึ้นมา อินี่กรี๊ดลั่นเลยนะ … ยิ่งไม่ชอบอะไรหลอนๆ
คลำแบบค่อยๆ ไปมากมายอ่ะ มันมืดสนิทมิตรสหายกลัวจนอยากละลายหายไปในอากาศ ลากไปจนเจอพนักงานยืนเปิดประตูให้ด้านใน
(จะบอกว่าตอนแรกตกใจมากที่อยู่ๆ ชีก็โผล่มาเปิดประตู)
โอไม่ได้อยู่คนแรก โอไม่รู้หรอก T_______T พี่ตกใจ แต่ร้องไม่ออก… ก็เดินเข้าไปในห้องนั้นแต่โดยดี
เข้าไปจะมีโต๊ะยาวอยู่กลางห้อง เป็นห้องเล็กๆ แคบๆ ให้พวกเราแปดคนเข้าไปนั่ง ฝั่งละสี่คน
ตอนนี้เองที่โออารมณ์เสีย เพราะผู้หญิงที่โอมองว่าน่ารักด้านนอก เค้าไม่มานั่งติดกับโอ กร๊ากกกกกก
พี่ก็อารมณ์เสีย ทำไมพี่ต้องมานั่งในสุด ใกล้ไอ้ตุ๊กตาขนหัวลุกที่นั่งเป็นเจ้าแม่อยู่กลางห้องแบบนี้ กลัววว ช่วยด้วยพี่น้อง
นั่งแล้วเค้าก็พูดๆ ไรมะรู้ โอก็บอกว่าให้เค้าวางกระเป๋ากับของไว้หน้าเก้าอี้ (เอิ่ม ชั้นจะกลัวมั๊ย ในเมื่อฟังอะไรไม่ออกเลย)
เอา วะ ก็นั่งซึมซับบรรยากาศหลอนๆ ไป เปิดไฟสลัวๆ ได้อีก มีเพลงหลอนๆ ด้วย แถมตุ๊กตาที่นั่งบนเก้าอี้กลางห้อง (ใกล้อิชั้นที่ซู๊ด)
มันหลอนมาก
มีทำตาเหลือกด้วยนะ ตุ๊กตาเวร หลอนมากมาย บ้านผีสิงญี่ปุ่นมันเป็นแบบนี้เหรอฟะ.. เริ่มมีคำถามในใจ แต่ยังไหลตามชาวบ้านได้อยู่
พนักงานก็เล่าๆ อะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่ออก โอก็บอกเป็นระยะๆ แต่ไม่อยากรู้ กลัวหลอน จนสุดท้ายโอบอกว่า
พนักงานบอกว่า ห้ามลุกขึ้นจากที่นั่งเด็ดขาด ห้ามออกจากห้องกลางคันด้วย
โหย… มีขู่กันอ่ะ กลัวเลยเด่ะ อะไรมันจะน่ากลัวขนาดไม่ให้ลุกจากที่นั่งด้วยอ่ะ (แต่ก็เชื่อ… อย่าไปนอกคอกชาวบ้านเค้า ไม่ดีๆ)
ทีนี้ก่อนพนักงานปิดประตูห้องขังพวกเราไว้ในที่แคบๆ กับตุ๊กตาหลอนๆ ในชุดกิโมโนนั่น เค้าก็บอกให้เราสวมหูฟัง (เฮดโฟนอันบะเริ่ม)
พอสวมปุ๊บก็จะซาวน์เริ่มต้น ด้วยเสียงคนแก่ คุยไรมะรู้จุ๊กจิ๊กๆ กับใครสักคน แล้วก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวน
เชื่อมั๊ยว่าฟังไม่ออกหรอก แต่ระบบเสียงมันเริ่ดมาก ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในห้องแคบๆ รู้สึกเหมือนเกิดขึ้นจริงเพราะระบบเสียง
ทั้งเสียงคนวิ่ง เสียงลมที่เกิดจากการคลุมผ้า เสียงตัดอะไรสักอย่าง มันทำให้เราหลอนจนเกิดความกลัว
(กลัวทั้งๆ ที่ฟังไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น)
จินตนาการ บรรเจิดมากอ่ะตอนนั้น ทั้งเสียงล้ม เสียงวิ่งหนี เสียงร้องขอความช่วยเหลือ เสียงคนมากระซิบหลอนๆ ข้างหูเรา เหมือนเราเป็นคนที่โดนตุ๊กตามาไล่ฆ่ายังไงยังงั้น แล้วยิ่งมาลืมตาเห็นตุ๊กตาหลอนๆ นี่ด้วยแล้วนะ มันยอดมาก
ยิ่งมีระบบสั่นสะเทือนของเก้าอี้มาประกอบ ยิ่งเพิ่มความเหมือนจริงเข้าไปอีก
แต่ตอนสุดท้ายไม่ไหวนะ ที่อะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่ออกอีกละ พูดๆๆ แล้วจู่ๆ เก้าอี้ที่นั่งก็เหมือนจะทรุดตัวลง
เอิ่มม หลังกระแทกเลยอ่ะ เง้อ บอกก่อนสิ จะได้ตั้งตัวได้
เดินออกมาจากตรงนั้นแล้วบอกได้คำเดียวว่า “สุดยอด…. ซาวน์ของเค้าดีจริง”
บ้านผีสิงเมืองไทยอย่าไปเข้าค่ะ ขอให้มาลองที่นี่ น่ากลัวมาก…
(พยายามไปหารูปในเนตมาให้ดูค่ะ)
อันนี้คือรูปหน้าตาทางเข้า

อันนี้บรรยากาศด้านใน จะแบ่งเป็น 3 ชั้น

ส่วนอิบ้านผีสิง ชื่อมันคือ The room of living dolls (ใช่ซี๊ ก็ในห้องมีแต่ตุ๊กตาหนิ)
อันนี้ไปแต๊ปรูปจากเวปชาวบ้านมานะ เพราะไม่แน่ใจว่าในนั้นให้ถ่ายรูปเป่า เลยไม่กล้าถ่าย
ชื่อมันคือ The room of living doll (ใช่ซี๊ ก็ในห้องมีแต่ตุ๊กตาหนิ)



ได้มารูปจึ๋งนึง… เนี่ยๆ น้องตุ๊กตาผีชุดแดงนี่แหล่ะที่นั่งเด่นเป็นเจ้าแม่อยู่ในห้องแคบๆ นั้น T___T
